ผู้ใหญ่บ้าน Hamburg

someone in Hamburg who try to be expert in something

Kiva Systems จาก Robocup สู่ธุรกิจ

with 2 comments

มีคำถามที่ไม่มีคำตอบทุกครั้งเมื่อนักศึกษาไทยไปได้แชมป์ในการแข่งขันทางเทคโนโลยีระดับโลก  ว่า
เด็กไทยเก่งแต่ทำไมอุตสาหกรรมทางเทคโนโลยีถึงไม่ไปถึงไหน  และโดยเฉพาะในปีนี้ ปี ค.ศ. 2008
ปีที่ทีมไทยได้แชมป์โลก small league robocup เป็นปีแรก  ถ้ามองย้อนกลับไปสำหรับการแข่งขัน
Robocup ที่มีการแข่งขันแบบทางการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1997 โน่น สำหรับทีมไทยนั้นส่งแข่งตั้งแต่ห้าปีที่
แล้ว  สำหรับทีมที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดเห็นจะเป็น Curnell Big Red เจ้าของแชมป์สี่สมัยในปี 1999,
2000, 2002 และ 2003 ถ้าถามว่าเจ้าพ่อ RoboCup อย่าง Raffaello D’Andrea นั้นไปไหน  บท
ความเรื่อง “Three Engineers, Hundreds of Robots, One Warehouse” ที่ตีพิมพ์ในวารสาร
IEEE Spectrum ฉบับกรกฎาคม ปี ค.ศ. 2008 นั้นคงเป็นคำตอบให้กับเรื่องนี้ (อนึ่งบทความใน
IEEE Spectrum มักจะนำหน้าข่าวหน้าหนึ่งเสมอ  พูดง่าย ๆ นำกระแสนั่นเอง)

เรื่องราวในบทความข้างต้นนั้นน่าจะนำไปสู่คำตอบที่ไม่มีใครในประเทศไทยตอบได้เป็นอย่างดี สำหรับ
Kiva system นั้นคือระบบ pick and pack ในโกดังสินค้าที่สามารถทำงานได้เร็วกว่าระบบเดิม ๆ
ที่ใช้สายพานลำเลียงถึงสามเท่า ใช้คนน้อยกว่าถึงหนึ่งในสาม และที่สำคัญที่สุดใช้เวลาในการติดตั้งให้
ใช้งานได้หลังจากโกดังสร้างเสร็จเพียงแค่อาทิตย์เดียว ในขณะที่ระบบสายพานลำเลียงแบบเดิมนั้นใช้
เวลาครึ่งปี  สำหรับบุคคลทั่วไปที่ได้ดูวีดิโอสาธิตจากเว็บไซท์ก็อาจจะเข้าใจว่าเป็นระบบหุ่นยนต์ลำเลียง
ธรรมดาที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการประยุกต์สิ่งที่มีอยู่แล้วมาใช้งานร่วมกันเท่านั้น และระบบนี้น่าจะ
มีขึ้นตั้งนานแล้ว เพราะโมบายโรบอทเป็นสิ่งที่มีมานานมากแล้ว การใช้งานในรูปแบบนี้อาจจะหาดูได้
ตามห้องสมุดชั้นนำทั่วไป ถ้าดูแล้วคิดแบบนั้นก็คิดผิดถนัด

Kiva Robots

ภาพจาก http://www.raffaello.name/KivaSystems.html

D’Andrea เจ้าพ่อ RoboCup ได้กล่าวถึงกุญแจสำคัญในการสร้างระบบ Kiva ว่ามันสำเร็จได้ก็เพราะ
การพัฒนาอัลกอริธึมใหม่ ๆ ในสาขา Multiagent systems และทฤษฎีระบบควบคุม พูดให้ง่าย
สำหรับคนทั่วไปก็คือเป็นสาขาหนึ่งในการประยุกต์ใช้คณิตศาสตร์กับการใช้งานจริงนั่นเอง

บริษัท Kiva’s Technology ก็เหมือนกับบริษัททั่วไป ๆ ในอเมริกาคือเริ่มจากที่แคบ ๆ ซึ่งบริษัทนี้ก็เริ่ม
ต้นห้องนอนของ Mick Mountz ที่จบจากโรงเรียนธุรกิจของ MIT และ Harvard ซึ่งนายคนนี้คงใช้บท
เรียนที่ได้เรียนมาใช้ในการคิดสิ่งใหม่ ๆ ที่ยังไม่มีคนทำ (น่าจะหนึ่งในพันที่ทำได้) โดยเขาคิดถึงการ
เพิ่มความเร็วในระบบโกดังสินค้าที่ระบบปกติใช้สายพานลำเลียงและมีคนหยิบของไปแพ็ก  ความคิด
คงจะจบอยู่แค่นั้นถ้าเขาไม่ได้ขยายต่อ  โดย Mountz ได้ขยายความคิดต่อไปยังเพื่อนเก่าซึ่งเป็น
ศาตราจารย์อยู่ที่ North Carolina State University ซึ่ง ศ. Peter Wurman ก็จบจาก MIT
เหมือนกัน

ถึงตรงนี้โจทย์ที่ทั้งสองคนต้องแก้คือ การแก้ปัญหาของระบบที่มีคนงานหนึ่งโหล มีหุ่นยนต์ร้อยตัว
และมีสินค้านับพันชิ้น ศ. Wurman นั้นรู้ดีว่าปัญหานี้เป็นปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่เรียกว่าเป็นปัญหา
แบบ NP-hard (ไม่ขออธิบาย) จะเห็นได้ว่านักธุรกิจมองโจทย์ปัญหาแล้วนำไปปรึกษาศาสตราจารย์
มหาวิทยาลัยเพื่อศึกษาถึงความเป็นไปได้ แน่นอนศาสตราจาย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Multiagent ย่อม
ต้องมีวิธีการต่าง ๆ มากมายในการแก้ปัญหาดังกล่าว และสิ่งหนึ่งที่นักธุรกิจทั้งหลายควรเอาเยี่ยง
ย่างก็คือ เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว Mountz ได้จากบริษัทมาทำระบบจำลองการทำงานระบบบนเครื่อง
คอมพิวเตอร์ (กองทัพเรือเคยมาร่วมคุยกับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในไทยเพื่อออกแบบโปรแกรม
จำลองการทำงานการรบ ซึ่งไม่รู้ปัจจุบันมีความคืบหน้าถึงไหน) ปรากฎว่าระบบที่ทั้งสองคนออก
แบบนั้นทำงานได้เร็วกว่าที่ระบบอื่นทำได้ และนาย Mountz ก็รีบนำวิธีการดังกล่าวไปจดสิทธิบัตร
ในทันที โดยมีเลขทะเบียน U.S. Patent No. 6950722 โดยมีชื่อเต็มว่า “real-time parallel
-processing order fulfillment and inventory management system” และนี่เองที่เป็น
บทสรุปข้อที่สองของการทำธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยี

การจดสิทธิบัตรนั่นดูจะเป็นเรื่องที่สำคัญมากถ้าดูเรื่องของเงื่อนเวลา จากกรณีศึกษานี้จะเห็นได้ว่าตั้ง
แต่เริ่มคิดในปีค.ศ. 2002 กว่าระบบแรกจะเสร็จออกมาใช้เวลาอีกสามปี แต่การคิดวิธีการเพื่อจด
สิทธิบัตรนั้นใช้เวลาแค่ครึ่งปีเท่านั้นเอง

นอกจากสิทธิบัตรที่ได้จดแล้ว ปัญหาต่อไปที่ Mountz แก้ก็คือรูปแบบการลำเลียง โดยสรุปออกมา
เป็นชั้นวางของโดยมีหุ่นยนต์ยกแล้วลำเลียงไปเพื่อลดพื้นที่ ความคิดนี้เองทำให้เกิดการเชื่อมโยง
ระหว่างทฤษฎีกับโมบายโรบอท แน่นอนถ้าสนใจโมบายโรบอทในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เรื่องราวของ
โรโบคัพจะต้องผ่านตา และเป็นที่มาที่ทำให้เกิดการติดต่อระหว่าง Mountz กับ D’Andrea เจ้าพ่อ
โรโบคัพ

หลังจากนั้นบริษัทก็ถูกตั้งขึ้นในย่านที่สามารถหาผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์ได้ง่าย ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก
อุปกรณ์ วิศวกร ที่เกี่ยวกับหุ่นยนต์ต้องหาได้ง่าย ไม่งั้นระยะเวลาการทำงานอาจจะไปจมอยู่กับการ
หาอะไหล่ คนงาน หรืออุปกรณ์เพียงบางชิ้นก็ได้  ถึงจุดนี้ผู้ก่อตั้งบริษัททั้งสามคือ Mountz, Wurman
และ D’Andrea ก็ได้ว่าจ้างวิศวกรสองคน และนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์หนึ่งคน (เข้าใจว่าคนหลัง
นี้มาทำงานด้านคำนวณทางคอมพิวเตอร์ รวมถึงการสร้างโปรแกรมต่าง ๆ ส่วนติดต่อกับคอมพิวเตอร์
ต่าง ๆ)  การที่ทั้งสามคนถือสิทธิบัตรอยู่ในมือก็ไม่ต้องกลัวสมองไหล หรือเกิดการลอกความรู้ไปตั้ง
บริษัทรูปแบบเดียวกัน แต่กระนั้นก็ตาม D’Andrea เป็นศาสตราจารย์ทางด้านวิศวกรรมระบบควบคุม
ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นไม่ค่อยทำอะไรออกมาเป็นชิ้นถ้าพิสูจน์เสถียรภาพของระบบไม่ได้ ผู้เขียนเข้าใจ
ว่านี่คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทุกอย่างอยู่บนกระดานดำและเป็นไปอย่างเชื่องช้า  แต่ธุรกิจช้าไม่ได้
แม้วินาทีเดียว ใครเคยซื้อขายของอีเบย์ก็จะรู้  Mountz เลยต้องใช้พระเดชโดยสั่งว่า “เลิกสร้าง
วิมารใน
กระดาน whiteboard ได้แล้ว พวกคุณจะต้องใช้หัวให้น้อยลง แต่ลงมือทำให้
มากขึ้น
” ไม่น่าเชื่อว่านายทุนจะมีแนวคิดแบบวิศวกรมากกว่าวิศวกรเอง สำหรับกรณีนี้

ตรงนี้สำคัญเนื่องจาก Wurman และ D’Andrea นั้นเป็นศาสตราจารย์  พวกเขามองอะไรในระยะยาว
ทฤษฎีต้องแน่น แต่จริง ๆ แล้ววิศวกรนั้นคู่กับความมักง่าย พูดให้สวยหน่อยก็คือ “สร้างอะไรให้ทำ
งานได้ก่อน การปรับปรุงเป็นเรื่องของอนาคต
” วรรคแรกวิศวกรไทยเก่งมาก แต่วรรคหลังนั้น
หาได้ยากยิ่ง คนไทยส่วนใหญ่จะมีนิสัยแบบ “ยิงไปแล้วลืมได้เลย” ก็คือถ้ามันทำงานได้ก็ใช้มัน
ต่อไปนั่นเอง เรื่องการปรับปรุงนั้นเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ ถ้าให้ฉันทำอีก ฉันก็จะทำใหม่ตั้งแต่ต้น

หลังจากที่ได้สร้างต้นแบบง่าย ๆ แล้ว ทีมของ D’Andrea ได้ใส่วิทยาการด้านระบบควบคุมลงไปใน
หุ่นยนต์ด้วย นอกเหนือจากระบบการใช้งานที่จำเป็นของหุ่นยนต์ทั่วไป ตรงจุดนี้พบว่าหุ่นยนต์ที่ถูก
สร้างขึ้นมานั้นจะใช้อุปกรณ์ธรรมดาทั่วไป หุ่นยนต์ไม่จำเป็นต้องสร้างด้วยอุปกรณ์คุณภาพสูง แต่
ทุกอย่างจะถูกปรับปรุงด้วยระบบควบคุม (D’Andrea นั้นเก่งเรื่องการควบคุมแบบคงทนด้วย) ตรงจุด
นี้เองครับ ที่ทีม Robocup ของไทยจะต้องตีโจทย์ให้แตก เท่าที่ทราบมาคือทีม CMDragon นั้นใช้
กล้องธรรมดา ในขณะที่ทีมไทยต้องการกล้องคุณภาพสูง ดังนั้นหลังจากทีไทยได้แชมป์โลกแล้ว
โจทย์เหล่านี้ต้องแก้ กล่าวคือสร้างระบบที่สามารถทดแทนอุปกรณ์คุณภาพสูงเหล่านี้ จากนั้นจะ
รายงานความสำเร็จเหล่านี้โดยการตีพิมพ์หรือจะนำไปจดสิทธิบัตรก็ได้

กลับมาเรื่องธุรกิจ ระบบ Kiva นั้นประสบความสำเร็จกับบริษัทนำร่องคือ Steples บริษัทค้าปลีก
อุปกรณ์สำนักงานข้ามชาติในปี 2005 ซึ่งมีการปรับแก้หุ่นยนต์ในการใช้งานจริงด้วย ระบบตรวจ
สอบขบวนการใช้งานจึงเป็นเรื่องที่สำคัญทีเดียว ในปี 2007 บริษัทได้ขายระบบพร้อมกับหุ่นยนต์ไป
แล้วพันตัว  โดยมีลูกค้าสามรายและคาดว่าจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ

ระยะเวลาการคิดและทำระบบจนใช้งานได้จริงนั้นคือประมาณ 3 ปี ส่วนเงินลงทุนก็ปาเข้าไปแล้ว
18 ล้านเหรียญ หุ่นยนต์ของบริษัทมีสองแบบคือ แบบธรรมดายกน้ำหนักได้ 454 กิโลกรัม ส่วนอีก
แบบสามารถยกได้ 1362 กิโลกรัม จะเห็นได้ว่าบริษัทนั้นต้องใช้ความพยายามมากกว่าจะสร้างตัว
ได้ แต่ปัญหาของบริษัทคือเทคโนโลยี และการนำเสนอเทคโนโลยีที่เพิ่มความเร็ว ลดต้นทุน ให้เป็น
ที่น่าเชื่อถือ บริษัทต้องสร้างโกดังสำหรับแสดงระบบเลยทีเดียว

คำถามปิดคือระบบแบบเดียวกันนี้จะสร้างที่เมืองไทยได้หรือไม่ คำตอบคือยาก เราไม่ได้ขาด
วิศวกรสร้างหุ่นยนต์ที่มากความสามารถ แต่เราขาดนักคณิตศาสตร์ที่จะมาแก้ปัญหาเหล่านี้  เรา
ต้องรอทีมอย่าง Plasma-Z ให้สามารถเก็บเกี่ยวความสำเร็จได้จนสุกงอม แล้วเติมโมเดลทางธุรกิจ
เข้าไป เปลี่ยนการแข่งขันจากการหวังผลแห่งชัยชนะไปเป็นการโชว์เทคโนโลยี แล้วนำเทคโนโลยี
ไปสู่ภาคอุตสาหกรรมให้ได้ เรื่องของ Kiva นั้นสามารถตอบคำถามเริ่มแรกได้ว่าทำไมเด็กไทย
เก่ง ๆ เยอะ แต่อุตสาหกรรมบ้านเรายังไปไม่ถึงไหน คำตอบก็คือเรายังขาดคนอีกหลายด้าน เพื่อ
เติมเต็มจุดที่ขาดต่าง ๆ ที่สำคัญคือโจทย์ของเราขาดโจทย์ที่เป็นโจทย์จากภาคอุตสาหกรรม โครง
การของ สกว. ที่นำโจทย์ที่ได้จากการฝึกงานของนักศึกษาในระดับตรี กำลังผลิดอกออกผล ซึ่ง
ต้องใช้เวลา รอกันหน่อย

Written by tsvhh

กรกฎาคม 25, 2008 ที่ 11:41 am

2 Responses

Subscribe to comments with RSS.

  1. หวัดดีครับอาจารย์แปง เห็นหน้าคุ้นๆ ใช่ไหมเอ่ย

    วุฒิชัย

    พฤศจิกายน 7, 2008 at 3:34 am

  2. สวัสดีครับ
    ผมเป็นอดีตสมาชิกทีม Plasma-Z เองครับ
    ตั้งความหวังไว้กับพวกผมซะสูงเลย
    รอหน่อยนะครับ จะไม่ทำให้ผิดหวัง

    ขอบคุณครับ🙂

    Kamol C

    มีนาคม 21, 2012 at 6:24 am


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: