ผู้ใหญ่บ้าน Hamburg

someone in Hamburg who try to be expert in something

ระบบการสอบที่ผมเคยเจอ

leave a comment »

เนื่องจากผมเรียน ป.ตรีในเมืองไทย ป.โทที่อังกฤษ และกำลังเรียน ป. เอก ที่เยอรมัน ดังนั้นผมจึงผ่าน
ระบบการสอบในระดับ ป.ตรี และ ป.โท ของทั้งสามประเทศมา จึงนำมาเขียนสรุปซะหน่อย แต่เนื่อง
จากความแตกต่างนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับประเทศเท่านั้น แต่ยังขึ้นกับท้องที่ของแต่ละประเทศด้วย ดังนั้นจะ
เขียนเฉพาะเจาะจงลงไปกับสิ่งที่ได้เจอมาเท่านั้น

ระบบการสอบไทยที่เคยสัมผัส

ระบบการสอบของไทยถือได้ว่ามีความเป็นระบบมากที่สุด  มีหน่วยงานรับผิดชอบในการจัดวัดสอบ
ห้องสอบ ที่นั่งสอบ และคนคุมสอบ ทำให้ความสับสนระหว่างนักศึกษา คนคุมสอบ อาจารย์ เจ้าหน้าที่
มีน้อย ผิดพลาดตรงไหนก็ตามไปตรงนั้นได้ ข้อเสียส่วนใหญ่ของระบบการสอบของไทยนั้นจะอยู่ที่
ตัวนักศึกษาเอง ซึ่งอัตราการทุจริตมีสูงมาก แต่เนื่องจากระบบประนีประนอมของไทยทำให้อาจารย์
ไม่กล้าที่จะลงโทษสถานหนักกับนักศึกษาเท่าไหร่ นักศึกษามีการทุจริตขนาดที่อาจารย์ต้องตามไป
ดูถึงห้องส้วม เพราะมีนักศึกษาที่จงใจโกงจำนวนหนึ่งเอาเฉลยไปใส่ไว้ในห้องส้วม แล้วผลัดเวียนกัน
ไปดูก็มี

การสอบของไทยจึงมีปัญหาที่ความซื่อสัตย์ไม่ใช่ที่ระบบ ถ้าจะให้ดีขึ้นควรมีการหยุดพักหลังจากเรียน
ก่อนการสอบ เท่าที่พบได้คือนักศึกษาบางกลุ่มอาจจะต้องเรียนวันนี้สอบพรุ่งนี้เลยก็มี

ระบบการประเมินข้อสอบของไทยค่อนข้างจะเป็นระบบ คือข้อสอบจะถูกประเมินจากภาควิชา การ
ให้คะแนนก็จะถูกประเมินจากคณะฯ ถ้าปฏิบัติได้เต็มที่ก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก ปัญหาคือเงื่อนของเวลา
ที่ค่อนข้างจำกัดมาก และอาจารย์แต่ละคนก็มีภาระการสอนค่อนข้างมาก  ครั้นจะใช้ระบบผู้ช่วยก็
จะพบได้บ่อยที่ผู้ช่วยสอนจะมีการโกงในหลาย ๆ รูปแบบให้กับนักศึกษาที่สนิทกัน

การแต่งกายเข้าสอบของเมืองไทยนั้นระดับ ป.ตรี ต้องแต่งชุดนักศึกษาเท่านั้น ระดับ ป.โท ให้แต่ง
กายสุภาพ และห้ามนำสิ่งของเข้าไปบริเวณสอบ ทั้งนี้และทั้งนั้นประเทศเราถือว่านักศึกษาระดับ ป.ตรี
ยังเป็นนักศึกษาที่ยังไม่โต

 

ระบบการสอบของอังกฤษที่เจอ

เนื่องจากสอบในฐานะผู้เรียนจึงไม่ได้รู้ระบบเท่าไหร่ ที่นี่คล้ายกับเมืองไทย คือมีตารางสอบที่ชัดเจน
มีสมุดคำตอบที่สวยงาม นอกจากนั้นยังมีการป้องกันอาจารย์มีสัมพันธ์ลึกซื้งกับนักศึกษาด้วยการที่
นักศึกษาสามารถปิดชื่อตัวเองไม่ให้คนตรวจเห็นได้

สิ่งที่ต้องพูดถึงคือเรื่องของเครื่องคิดเลข ที่สถาบันที่ผมเคยไปเรียนนั้นออกกฏเครื่องคิดเลขให้ใช้
ได้รุ่นเดียวยี่ห้อเดียว และเป็นรุ่นที่มีราคาถูก  เคยปรึกษากับอาจารย์ที่เมืองไทยปรากฎว่าระบบนี้ใช้
กับมหาวิทยาลัยของรัฐในไทยไม่ได้ เพราะจะถูกมองว่าฮั้วกับบริษัทขายเครื่องคิดเลข ซึ่งเป็นข้อหา
หนักอยู่เหมือนกัน และระบบดังกล่าวถ้านำมาใช้ในเยอรมันก็ยิ่งไม่ได้เลยเพราะขัดต่อเรื่องของเสรี
ภาพ

สำหรับข้อสอบที่ผมเคยเจอนั้นค่อนข้างจะดี คือนักศึกษามีสิทธิเลือกทำเฉพาะส่วนที่ตัวเองทำได้เช่น
มีข้อสอบสามข้อเลือกทำแค่สองข้อ หรือมีห้าโมดุลเลือกทำแค่สามโมดุล

ส่วนเรื่องการทุจริตในประเทศนี้นั้นไม่รู้ข้อมูล  ส่วนการแต่งกายนั้นตามใจสมัครและถ้าจำไม่ผิดคือ
ห้ามนำสิ่งของที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในบริเวณสอบ

 

ระบบการสอบของเยอรมันที่เจอ

ระบบการสอบของเยอรมันเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับคนจัดการมาก ๆ ถ้าเทียบกันก็ถือว่าล้าหลังที่อื่น
เอามาก ๆ การสอบของเยอรมันนั้นไม่มีส่วนกลาง ส่วนกลางมีหน้าที่แค่จองห้อง ส่วนการจัดสอบนั้น
เป็นหน้าที่ของผู้สอน

ก่อนอื่นพูดได้เลยว่าการสอบของเยอรมันนั้นไม่มีระบบ แม้กระทั่งกระดาษคำตอบก็ยังต้องเอามา
เอง ศาสตราจารย์ที่นี่มีหน้าที่สอนแค่นั้น ผู้ออกข้อสอบ ประเมินข้อสอบ ตรวจข้อสอบ คือนักศึกษา
ปริญญาเอก ทั้งแบบได้เงินและไม่ได้เงินเดือน

นักศึกษาของที่นี่คือพระเจ้า กล่าวคือทุกวิชาที่นี่จะเปิดสอบสองครั้งในหนึ่งปี ถึงแม้จะมีการสอน
แค่ครั้งเดียวก็ตาม ถ้าจำนวนนักศึกษาน้อย ศาสตราจารย์จะใช้วิธีสอบแบบปากเปล่า ถ้าเยอะจะใช้
วิธีสอบข้อเขียน สำหรับการสอบข้อเขียนนั้น นักศึกษาสามารถจะลงชื่อสอบได้ถึงเวลาเข้าสอบเลย
และถอนชื่อสอบได้หรือจะไม่เข้าสอบเอาดื้อ ๆ ก็ได้  ในขณะที่สอบปากเปล่าจะขอเปลี่ยนวัน เลื่อน
วัน ยกเลิกการสอบก็ทำได้ง่าย ๆ แค่ส่งอีเมลให้เลขาฯ ศาสตราจารย์เป็นอันจบ

มาดูการสอบข้อเขียน เด็กที่นี่สามารถนำอะไรเข้าห้องสอบก็ได้ เพียงแต่ต้องปิดมือถือ และไม่วาง
สิ่งอื่นใดที่ไม่เกี่ยวข้องบนโต๊ะสอบ ส่วนกล้วย น้ำ ขนม ข้าวห่อ อื่น ๆ เอาเข้ามาไว้ข้างตัวได้หมด
และจะกินตอนไหนก็ได้  กระดาษคำตอบนั้นเด็กจะต้องเอามาเอง พอหมดเวลาคนคุมสอบก็จะต้อง
เอาที่เย็บกระดาษไปเย็บกระดาษคำตอบด้วย

ที่แย่มาก ๆ คือ การสอบจะเริ่มก็ต่อเมื่อคนคุมสอบเห็นว่านักศึกษาทุกคนพร้อมจะสอบ กว่าที่นักศึกษา
จะพร้อมก็เล่นเอาคนคุมสอบเหนื่อย เพราะที่นี่ไม่มีระบบที่นั่งสอบ มาก่อนได้ก่อน และเป็นการยากที่
จะจัดห้องสอบรองรับนักศึกษาได้เต็มประสิทธิภาพ นอกจากนั้นรหัสประจำตัวนักศึกษาก็มั่วมาก
เพราะนักศึกษามีอิสระในการเลือกลงวิชา จะลงเทอมไหนเมื่อไหร่ก็ได้ เลือกสอบข้ามมหาวิทยาลัย
ยังได้เลย ขอให้บอกมหาวิทยาลัยต้องทำตามนักศึกษา

ที่ภาควิชาฯ สองสามปีก่อนเกิดปัญหากับการเย็บกระดาษ เลยปรับปรุงให้มีกระดาษคำตอบเฉพาะ
ให้นักศึกษาขึ้น (เลขาฯ จะเป็นคนเข้าเล่มกระดาษคำตอบ) และพึ่งเริ่มมีการจัดระบบที่นั่งสอบมาใช้
เพราะห้องและจำนวนคนไม่พอ ดังนั้นต้องใช้ห้องให้เต็มประสิทธิภาพ

การออกข้อสอบและตรวจข้อสอบข้อเขียนนั้นค่อนข้างจะมีระบบที่ดี เพราะเริ่มจากศาสตราจารย์คิด
หัวข้อเอาไปให้นักศึกษาปริญญาเอกคิดรายละเอียด ทำเฉลย จากนั้นก็จะมีการทดลองทำข้อสอบ
โดยนักศึกษาป.เอกอีกกลุ่มหนึ่ง มีการประเมินและแก้ไขใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะได้ข้อสอบสุดท้าย
การตรวจก็จะมีการวางแผนการให้คะแนน ว่าทำอะไรตรงไหนจะได้กี่คะแนน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี  แต่
ต้องไม่ลืมนะครับว่าศาสตราจารย์เป็นแค่ผู้สอนและผู้ประเมินสุดท้ายเท่านั้น

ความเป็นพระเจ้าของนักศึกษาที่นี่ยังมีอีก คือนักศึกษาสามารถขอดูการตรวจข้อสอบได้หนึ่งครั้ง
ถ้าไม่เห็นด้วยกับการตรวจก็สามารถเถียงเพื่อเอาคะแนนเพิ่มได้ ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็สามารถส่งเรื่อง
ไปให้ศาสตราจารย์ได้ โดยส่วนใหญ่ศาสตราจารย์จะยอม เพราะถ้าไม่ยอมนักศึกษาจะฟ้องขั้นสูง
ต่อไปอีก นอกจากนั้นยังมีระบบในข้อเดียวกันผิดแล้วหักคะแนนแล้วจะหักซ้ำไม่ได้ ยกตัวอย่างถ้า
1.ก ผิด 1.ข ทำผิดแบบ 1.ก แต่ที่เหลือถูกหมด ข้อ 1.ข จะต้องได้เต็ม ซึ่งมีปัญหามากโดยเฉพาะ
ข้อสอบที่ต้องวาดรูป

นักศึกษามีสิทธิสอบแต่ละวิชาได้สี่ครั้ง คือสอบข้อเขียนได้ 3 ครั้ง ถ้าตก (ไม่มีการบันทึกการตกใน
ใบรายงานผลการศึกษา) อีกก็จะเข้าสอบปากเปล่าถือประเมินว่ามีความรู้หรือไม่ คือถ้าตกอีก
นักศึกษาคนนั้นจะถูกประเมินว่าไม่สามารถเรียนสาขาวิชานั้น ๆ ได้อีกต่อไปในประเทศเยอรมัน

มาถึงการสอบปากเปล่า การสอบปากเปล่าก็มีหลายระบบ สอบทีละกลุ่มสามคนก็มี สอบทีละคนก็มี
ใช้คอมพิวเตอร์สอบด้วยก็มี การสอบแต่ละครั้งกินเวลาประมาณ 30 นาที และคะแนนก็ให้กันหลัง
สอนในทันที การสอบจะมีนักศึกษา ป.เอก นั่งบันทึกการสอบและมีส่วนตัดสินใจเรื่องคะแนน ดู
เหมือนจะยุติธรรมดี แต่จริง ๆ แล้วการสอบแบบนี้ขึ้นกับอารมณ์ผู้ถามมาก ๆ เพราะบางครั้งถาม
คำถามยากขึ้นก่อน นักศึกษาก็จะลงนรกทันที นอกจากนั้นบางคนตอบผิด ตอบช้า คนถามก็จะ
ต้องแนะนำจนมั่นใจว่าไอ้นี้มันไม่รู้จริง ๆ บางทีนักศึกษาคิดนานทำให้เสียเวลาและถามคำถามได้
ไม่ครอบคลุมอีก แถมบางการการสอบของแต่ละคนห่างกันเป็นเดือนก็มี (ระบบนี้ถ้านำมาใช้เมือง
ไทย คนหลัง ๆ เต็มหมด)

สิ่งที่เยอรมันอยู่ได้และเจริญก็เพราะว่า นักศึกษาจะไม่คิดจะทุจริต การโกงการสอบถือเป็นเรื่อง
แปลกมาก ๆ ในเยอรมัน ซึ่งนักเรียนต่างชาติที่เข้ามาเป็นผู้ช่วยสอน ช่วยออกข้อสอบ จะซึมซับ
เรื่องพวกนี้ไปโดยไม่รู้ตัว

สรุปเยอรมันโกงน้อยมาก ๆ ทำให้ระบบการสอบไม่ต้องมี เพราะระบบการสอบส่วนใหญ่คิดขึ้นมา
เพื่อลดโอกาสในการโกง

โอยยาว จบดื้อ ๆ แล้วกัน

Advertisements

Written by tsvhh

กรกฎาคม 22, 2008 ที่ 12:02 pm

เขียนใน สังคม

Tagged with

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: