ผู้ใหญ่บ้าน Hamburg

someone in Hamburg who try to be expert in something

การศึกษาเมืองไทยพังเพราะใคร ข่าวนี้น่าจะยืนยันได้

with 4 comments

  1. ศิริราชยันเด็กสอบได้ที่ 1 ของประเทศไม่สละสิทธิ เจ้าตัวเผยขอเรียนก่อนดร็อปคว้าทุน’คิง’
    มติชน
  2. แถลงโต้ที่1แพทย์อยู่ศิริราช — ข่าวสด

จริง ๆ ผมว่าการศึกษาเมืองไทยมันไม่ได้แย่อะไรนะครับ เพียงแต่มันพึ่งเริ่มต้นสู่วงกว้าง เพราะเมื่อก่อนการ
ศึกษาเป็นเรื่องของคนมีอันจะกิน มีเงินเหลือกินก็ส่งลูกไปเรียน ปัจจุบันการศึกษาเป็นเรื่องของทุกคนชาว
บ้านชาวช่องก็ส่งลูกเรียนกันจนเป็นเรื่องธรรมดาแล้ว ไอ้คำพูดที่ว่า “ลูกฉันจบปริญญาทุกคน” ดูเหมือน
จะใช้ไม่ได้ ล่าสุดต้องพูดว่า “ลูกฉันจบด็อกเตอร์ทุกคน” อีกหน่อยค่านิยมเหล่านี้ก็คงจะหายไปเอง แล้ว
หันมาศึกษาหาความรู้ให้เข้ากับสิ่งที่จำเป็นจริง ๆ สำหรับชีวิต

เรื่องนี้สำคัญนะครับเพราะบางคนอยู่นอกระบบมีอิสระทางความคิดแล้วก็ยังผลักดันตัวเองเข้าสู่ระบบเข้าสู่
กรอบอีก ไม่เข้าใจเหมือนกัน ก็น่าจะเป็นเพราะว่าสังคมไทยเวลาอ้าปากพูดก็จะถูกถามก่อนว่าจบอะไรมา
ถ้าไม่ตรงกับเรื่องที่พูดก็จะถูกข้อร้องให้เลิกเถียงเพราะว่า “แม่กูเป็นพยาบาล” (นัยว่าเถียงกันเรื่องรักษา
พยาบาล แม่กูเป็นพยาบาลกูก็ต้องรู้ดีกว่ามึง) (ขอบ่นเพิ่มหน่อย บางคนไม่เข้าใจเรื่องการเว้นวรรคของ
ภาษาไทย แทนที่จะไปศึกษาหาความรู้เรื่องการเว้นวรรคที่ถูกต้อง ดันไปใช้จุดเพื่อแสดงการจบประโยค
ต้องถามว่าการใช้จุดมันเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุดหรือไม่ เพราะตราบใดที่เรายังไม่รู้ว่าเราควรจะเว้นวรรค
ตรงไหน เราก็ไม่รู้อยู่ดีว่าควรใส่จุดตรงไหน ขำไหม)

กลับมาเข้าเรื่องการแย่งชิงความเป็นที่หนึ่งของเด็กที่สอบเข้า ต้องบอกก่อนว่านี่ไม่ใช่วัฒนธรรมไทยนะ
ครับ แต่เป็นการสืบแนวความคิดจากอเมริกันชนโดยแท้ จำได้ว่าสมัยเด็ก ๆ เคยเล่นกันกับเพื่อนจนถึงชั้น
ม. 1 ทีเดียว พอโตกว่านั้นถ้าใครไปเล่นก็ถือว่าเป็นเรื่องงี่เง่า การเล่นก็มีอยู่ว่า

“สัตว์อะไรตัวใหญ่ที่สุดในโลก” “อ๋อปลาวาฬน่ะสิ” “ไม่ใช่ปลาวาฬท้องแก่ต่างหาก” “ใคร
ว่าปลาวาฬชุบแป้งทอดโว้ย” “งั้นไอ้กะทะที่ทอดปลาวาฬสิวะใหญ่กว่า” … “แม่กูเป็นครูนะ
เดี๋ยวกูจะพ่อแม่กู” …

เรื่องนี้จบไงไม่รู้ แต่อาจจะไปถึงรัฐมนตรีได้เลย

เรื่องของข่าวคือเป็นการแย่งชิงความเป็นที่หนึ่งของประเทศ เริ่มจากมีการเสนอข่าวเด็กสาว(อัจฉริยะ–
คำฟุ่มเฟือยของคนไทยซึ่งหาตัวอย่างได้ทั่วไปตามมหาวิทยาลัย) อายุ 16 สอบได้ที่หนึ่งของประเทศใน
สาขาแพทย์ และเลือกเข้าแพทย์ศาสตร์จุฬาฯ เรื่องน่าจะจบลงปรกติ น่ายินดีกับเด็กเก่ง แต่แล้ววันต่อมา

นายวรัตน์ได้รับทุนเล่าเรียนหลวงจริง แต่สามารถรักษาสิทธิ์ของตนเองไว้ได้ กระแสข่าวที่ว่าสละสิทธิ์ออกไปไม่ทราบว่าออกไปได้อย่างไร เพราะความจริงคือนักเรียนที่ได้อันดับ 1 ของกลุ่ม กสพท.ยังคงเป็นนักเรียนที่สอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล

ทางจุฬาก็ออกมาโต้ว่า

ด้านน.พ.อดิศร ภัทราดูลย์ คณบดีคณะแพทย ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ปีนี้นักเรียนที่ได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ที่สอบเข้าคณะแพทย์ จุฬาฯ คือ น.ส.ธัญชนก ธีรรัตน์กุล จากร.ร.มหิดลวิทยานุสรณ์ ได้คะแนน 79.9443 ซึ่งขณะนี้มารายงานตัว สอบสัมภาษณ์ และทำสัญญาการเรียนแพทย์ เมื่อจบแล้วจะชดใช้ทุนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตามกรณีของนักเรียนทั่วไปเมื่อรายงานตัวแล้วและเรียนไปได้ระยะหนึ่ง หากได้รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ ก็สามารถลาออกจากคณะเพื่อเดินทางไปต่างประเทศได้ โดยปกติแล้วเด็กที่ได้ทุนและลาออกไปศึกษาต่อจะได้ทุนเล่าเรียนหลวง ซึ่งเด็กส่วนใหญ่เมื่อได้ทุนนี้แล้วจะไม่ค่อยปฏิเสธ เพราะถือเป็นเกียรติของวงศ์ตระกูล ดังนั้นก็จะสละสิทธิ์จากการเรียนแพทย์ เพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศ

ถึงนักข่าวจะจ่อปากถามและตั้งคำถามนำ ถ้าเป็นผม ๆ ผมจะตอบว่า

เรื่องใครได้ที่หนึ่งนั้นไม่สำคัญ สำคัญที่ว่าเราทำอย่างไรให้หมอที่จบออกไปจากเรามีจริยธรรม และสามารถรักษาจรรยาบรรณได้

ดีนะที่เป็นข่าวการศึกษาพูดกันไม่กี่ฉบับและก็คงลงแค่วันเดียว ถ้าเป็นข่าวดาราละก็สนุก

Advertisements

Written by tsvhh

เมษายน 11, 2008 ที่ 9:29 am

เขียนใน ขำ

Tagged with

4 Responses

Subscribe to comments with RSS.

  1. ถ้าข้อความยาว ๆ ที่มีคำเชื่อมเยอะ ๆ (ทั้งในตัวคำเอง เช่น “โปรแกรม*บน*เว็บ” ที่หมายถึง “web application” และคำเชื่อมปกตินอกคำ) เว้นวรรคดียังไง ก็มีโอกาสจะกำกวมได้มากครับ ว่าส่วนไหนมันไปขยายส่วนไหน การใช้เครื่องหมายวรรคตอนเสียบ้าง (จะเป็น . – , ; หรืออะไรก็ตาม) น่าจะช่วยตรงนี้ได้ เพราะมันจะกำกับ/จำกัดขอบเขตการขยายได้

    “aaaa bbbb cccc”

    1) [[aaaa bbbb] cccc] (cccc ขยาย aaaa bbbb)

    2) [aaa [bbbb cccc]] (cccc ขยาย bbbb)

    ก็เขียน bbbb cccc ติดกันไปเลยสิ ? ถ้าจะเลือกอย่างหลัง เป็น bbbbcccc
    แต่มันก็มีโอกาสกลายเป็นคำผสมไปอีกอันได้ครับ (bbbb cccc != bbbbcccc)

    ส่วนเรื่อง “จุดสิ้นสุดประโยค” นี่
    นักภาษาศาสตร์ และนักภาษาศาสตร์คอมพิวเตอร์ จำนวนหนึ่งของไทย เริ่มสงสัยกันแล้วว่า ภาษาไทยมันอาจจะไม่มี สิ่งที่เรียกว่า ‘ประโยค’ ในลักษณะ sentence ที่เป๊ะ ๆ (เช่นที่ภาษาอังกฤษมี) ก็เป็นได้
    แต่ลักษณะการสื่อสารในภาษาไทย สารจะที่ถูกส่งผ่าน ‘ปริจเฉท’ (discourse) นั้นอาจประกอบไปด้วย ‘อนุพากย์’ (clause) ที่ร้อยต่อกันไปเรื่อย ๆ (แทนที่จะเป็นการร้อย sentence) อาจจะด้วยคำเชื่อมอนุพากษ์ หรือบางทีก็เป็นการเอามาต่อกันดื้อ ๆ (คือละคำเชื่อมไว้)

    Thoughts on Word and Sentence Segmentation in Thai
    http://pioneer.chula.ac.th/~awirote/ling/snlp2007-wirote.pdf

    จุดเว้นวรรค ที่ผู้ใหญ่ฯ ว่า นั้นน่าจะเทียบเคียงได้กับ จุดแบ่งอนุพากย์

    ผมมองเรื่องเครื่องหมายวรรคตอนว่า เป็น อุปกรณ์ช่วยการเขียน/อ่าน
    คือให้ คนเขียนระบุความหมายที่ต้องการให้คนอ่านได้อ่านได้ละเอียดขึ้น (เช่น วงเล็บ ที่เราก็รับมาใช้กันเพื่อบอกว่า นี่ไม่ใช่แก่นของเรื่องนะ)

    แต่แน่นอนว่า ไม่ใช่จะใช้กันมั่ว ๆ มันก็มีที่ใช้ของมัน . ใช้สำหรับอะไร , สำหรับอะไร — สำหรับอะไร ฯลฯ

    bact'

    เมษายน 13, 2008 at 8:47 am

  2. ว่าแต่ ผู้ใหญ่ฯ เขียนซ้ำกันสองที่กันเหนียวเหรอครับ? 😀

    bact'

    เมษายน 13, 2008 at 8:50 am

  3. อ่านจบแล้ว พบว่า “พังเพราะสื่อมวลชน” ไง

    killerpress

    เมษายน 13, 2008 at 11:13 am

  4. โชคดีจัง เจอคนชอบเขียนโปรแกรมเหมือนกัน ^_^ ว่างๆ ก็มาบล็อกผมได้นะ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: