ผู้ใหญ่บ้าน Hamburg

someone in Hamburg who try to be expert in something

ไม่อยากบ่น ไม่อยากว่า ขอด่าซะหน่อย

with 15 comments

เชื่อไหมผมเคยไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติสองหรือสามครั้งจำไม่ได้แล้ว ไม่รู้จะซื้อหนังสืออะไรกันเยอะ
ขนาดนั้น ปกติผมอ่านนิตยาสารเดือนละสองสามหัวหนังสือ แล้วอ่านหนังสือขนาด 2-4 ร้อยหน้า เดือนละ
เล่ม (ไม่นับหนังสือเรียน) เรียกว่าพออ่านจบเล่มหนึ่งก็ซื้ออีกเล่มหนึ่งมาอ่าน อ่านหนังสือดีครับ แต่ไม่อ่านก็
ไม่ตาย ฟังวิทยุก็ได้ บางรายการก็ชอบเอาหนังสือมาอ่านให้ฟัง ดูหนัง ดูเกมโชว์ก็ดี(ไม่ดี แต่ดู MTV ต้อง
อวดกันไม่งั้นไม่ใช่คนมีการศึกษา) เดี๋ยวนี้กลายเป็นแฟชันไปแล้ว ที่ไปซื้อหนังสือจากงานสัปดาห์หนังสือ
แล้วมาอวดกัน ทำไปทำไมวะ

อ่านหนังสือนะดีครับ ทำอะไรก็ดีหมด ขอทีอย่าบ้าบอ เอาพอประมาณ อย่างไหนเรียกว่าพอประมาณ มีจุด
ยืน

อย่างไหนเรียกว่าพอประมาณ อย่างอาจารย์ Kitty นี่เรียกว่าพอประมาณ แกทำของแกทุกปี และหนังสือก็
ไม่ได้มากมาย เรียกว่าเพียงพอต่อการอ่านไป 2-3 เดือน (อ่านหนังสือไม่ใช่กินเหล้า จะได้กระดก กระดก
ต้องมีเวลาซึมและซับความเป็นเนื้อหาของหนังสือ เล่มนั้น ๆ ด้วย) อาจารย์ Kitty ซื้อหนังสือนี่แนวเดียวกัน
ซะส่วนใหญ่

อย่างของคุณชายขอบ เนี่ยอาจจะเกิน ๆ ไปซักนิด แต่มีแนวเพราะบอกได้ว่าซื้อมาทำไม และทำไมต้องซื้อ
แต่ออกจะแปลก ๆ ที่ซื้อคราวเดียวกันเยอะขนาดนั้น เพราะโดยปกติแล้วการได้ของมาซักหนึ่งชิ้นก็จะต้อง
มีการเปิดอ่านดู หรือพูดง่าย ๆ อ่านให้เร็วที่สุด ไม่งั้นก็ค่อย ๆ ทยอยซื้อก็ได้ นอกจากบางเล่มที่อาจจะหมด
ตลาดถ้าไม่ซื้อตอนนั้น (หนังสืออย่างนี้มีเยอะเหมือนกัน) เสียเวลาเขียนอธิบายน่าดูนะ ได้ประโยชน์?

อย่าง bact’ เนี่ยเกินไป ถ้าพูดให้เพราะหน่อยก็ประสาท รับประกันไม่ต้องตามตรวจสอบเลยครับ มันอ่าน
ไม่จบหรอก 10 ปีน่ะ (ขอบเขตของเนื้อหามันกว้างไป ถ้าเป็นแนวทางเดียวกับที่เราสนใจขณะนั้นมันก็จะ
อ่านได้เร็ว) ดีนะที่ไม่ถึงขนาดถ่ายรูปมาอวด แล้วก็ร่ายอวดศักดาของหนังสือที่จะอ่านด้วย (ทำอย่างกับว่า
อ่านแล้วจะได้ดีตามหนังสือหรือรอบรู้เหมือนผู้แต่งงั้นหล่ะ อ่านสามก๊กแบบโง่ ๆ ซักสิบจบก็ไม่ทันคนหรอก
ครับ–คึกฤทธิ์บอกว่าอ่านไม่รู้กี่จบ แต่อ่านเพราะว่าสามก๊กฉบับเจ้าพระยาฯ นั้นเป็นความเรียงร้อยแก้วที่ดี
มาก แกจะอ่านก่อนเขียนความเรียงร้อยแก้ว)

หนังสือนะครับอ่านแล้วต้องเก็บรายละเอียด (ผมอ่านบูมเล่มละ 4-5 เที่ยว ในหนึ่งสัปดาห์ มันมีอะไรซ่อน
ให้ค้นหาเยอะนะหนังสือแต่ละเล่มน่ะ) หนังสือบางเล่มอ่านแล้วก็โยนทิ้งกลางเล่มอย่าง “ขุนช้างขุนแผน” เนี่ยอ่านไม่จบจริง ๆ มันลามกเกิน เป็นต้น

ตกลงเราซื้อหนังสือมาอ่านเพื่ออวดกันว่าเล่นนี้สุดยอดมึงต้องอ่านนะ หรือเราซื้อมาอ่านเพราะเราต้องการ
ความรู้ ความบันเทิง กันแน่ ทำอะไรก็ขอให้มันมีแนวกันหน่อย พูดให้เพราะก็ทำอะไรก็ขอให้ใช้สมองกัน
หน่อย อย่าตามกระแสกันนัก ทำตัวเป็นคนแบบทักษิณกันไปได้

Written by tsvhh

เมษายน 9, 2008 ที่ 5:39 pm

เขียนใน ขำ, สังคม, blog

Tagged with

15 Responses

Subscribe to comments with RSS.

  1. โดน 😛

    ผมไม่เคยอ่านหมดเล่มอ่ะ น้อยมาก ๆ เลย ที่จะอ่านหมด
    โดยมากอ่านเป็นบท ๆ พลิก ๆ สลับเล่มไปเรื่อย ๆ
    หรือบางเล่มก็ อืม สนใจ เอามาเก็บไว้ บางทีก็เป็นปีเลยหรือมากกว่านั้น ถึงจะได้ใช้
    และในจำนวนเหล่านั้น จะมีไม่กี่เล่ม ที่โดน แล้วตัดสินใจอ่านให้จบหมด

    เล่มที่อ่านหมดเล่มล่าสุด คือ คู่มือศึกษาประวัติศาสตร์โลกแบบไม่งี่เง่า
    สนุกดี แต่ก็อ่านแบบตามใจอีกนั่นแหละ คือเปิดมาเจอหน้าไหน ก็เริ่มอ่านมันตรงนั้น ไม่อยากอ่านตรงไหนก็ข้าม ๆ แต่รวม ๆ แล้วก็หมดเล่มนะ
    แล้วมีคืนนึงว่างจัด ก็ได้อ่านตั้งแต่ต้นจนจบอีกรอบ เพื่อความต่อเนื่อง

    สรุปว่า ก็เป็นอย่างที่ท่านผู้ใหญ่ว่า ว่าผมอ่านไม่จบหรอก จนตายก็ยัง 😛
    แต่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องปกติน่ะครับ

    bact'

    เมษายน 9, 2008 at 11:52 pm

  2. เอาจริง ๆ การซื้อหนังสือบางครั้งเหมือนเป็นการ “บำบัด” จิต (ตก)

    แบบผู้หญิงชอปปิ้งป่ะ

    แต่ผมซื้ออะไรไม่เป็นเลยน่ะสิ นอกจาก ซีดี กะ หนังสือ 😛

    เอ … แต่ผมว่าที่หยิบ ๆ มา มันก็มีแนวนา.. แบบว่า วัฒนธรรมศึกษา ไรงี้ป่ะ

    bact'

    เมษายน 9, 2008 at 11:56 pm

  3. ชอบ bact’ จริง ๆ ว่าไม่โกรธ

    แต่เงินต้องเก็บไว้บ้างนะ ถ้าอายุเลยสามสิบแล้วจะมาทำตัวแบบแนว ๆ ไม่ได้แล้ว

    tsvhh

    เมษายน 10, 2008 at 8:08 am

  4. ขอแจม…

    มันเป็นกระแสน่ะคุณ
    เหมือนกับการเขียนเป็นกระแสของเด็กสมัยนี้
    มันดูเป็นคนมีความคิด ดูเท่ห์
    แต่ลองมาใช้ชีวิตดูจริงๆ เหอะแล้วจะรู้

    เหมือนพี่ชายคนหนึ่งเขียนหนังสือที่และปลูกดอกไม้ขาย
    ใครๆ ก็มองว่าพี่ช่างแสนโรแมนติก
    ลองมาดูความจริงกันสิ…แล้วจะรู้ว่าความเหนื่อยยากนั้นไม่เคยไกลตัวเลย

    ข้าเจ้าชอบอ่านหนังสือ แต่ข้าเจ้าไม่ใช่นักนิยมครอบครองหนังสือ
    หนังสือมีไว้อ่าน การครอบครองก่อให้เกิดความเศร้าเสียใจไม่ว่ากับสิ่งมีชีวิตหรือไม่มี
    ลองคิดดู หากหนังสือมีจิตใจ แน่นอน…ข้าเจ้าว่ามี
    คนเขียนหนังสือหากไม่ใส่จิตใจลงไป ตัวหนังสือคงไม่ต่างกับเศษซากความคิด
    มันคงถามคนซื้อก่อนที่จะซื้อว่า…คุณต้องการซื้อฉันเพราะอะไร?
    เพราะต้องการครอบครองเพื่ออวดอ้าง หรือเพราะต้องการฉันจริงๆ (ฮา)

    แม่เพลง

    เมษายน 10, 2008 at 9:24 am

  5. แม่เพลง: มีอยู่พักหนึ่งครับ ที่การอ่านถุงกล้วยแขกเป็นประโยคที่แสดงถึงความรัก
    การอ่าน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ ถุงกล้วยแขกอาจจะไม่มีอะไรให้อ่านเลย เพราะมันทำจาก
    สมุดหน้าเหลือง ปรากฎว่ามีการสัมภาษณ์เด็กที่เรียนเก่งสิบคน ทั้งสิบคนจะต้องพูด
    อย่างนี้ (ในช่วงนั้น) กล้วยแขกเลยขายดีอยู่พักใหญ่

    tsvhh

    เมษายน 10, 2008 at 10:05 am

  6. ข้าเจ้าไม่เคยอ่านถุงกล้วยแขก
    แต่สมัยเรียนห้องข้าเจ้าฮิตมากกับการอ่านถุงกระดาษที่ใส่ผลไม้รองถุงพลาสติกอีกที (มานึกดูสิ้นเปลืองชะมัด ไม่ว่าจะซื้อขนมอะไรในโรงเรียนใส่ถุงพลาสติกใสแล้วก็ใส่ถุงกระดาษร่ำไป)
    ด้วยถุงกระดาษที่ใส่ให้มานั่น อุดมไปด้วยข้อสอบตั้งแต่ ม.๑ ยัน ม.๖ แล้วแต่ความโชคดีว่าถุงที่ท่านได้นั้นอยู่ในระดับชั้นไหน

    เอิ๊กกกกกกกกกกกกกกก

    นี่ข้าเจ้าก็วิ่งตามกระแสเหมือนกันนี่หว่า

    แม่เพลง

    เมษายน 10, 2008 at 11:24 am

  7. อืม อาจจะเป็นเพราะว่าผมไม่ค่อยได้อ่านเรื่องที่(ผมคิดว่า)มันต้องอ่านตั้งแต่หน้าแรกไล่ลำดับไปจนหน้าสุดท้ายเท่าไหร่ด้วยน่ะครับ

    พวกนิยายอะไรยาว ๆ นี่ ไม่ค่อยได้อ่านนานแล้ว

    แต่ถ้าเป็นเรื่องสั้นได้นะ แบบตอนสั้น ๆ อันนี้ได้

    พวกความเรียงหรือบทสัมภาษณ์ก็อ่านได้ อย่างพวกงานของ วรพจน์ เสกสรรค์ คือรู้สึกว่า อ่านแล้วหยุดหายไปนาน ๆ ก็ยังกลับมาต่อติดได้ ถ้านิยายมันคงลำบาก

    จะเรียกว่า ‘วัฒนธรรมแดกด่วน’ ก็พอได้ 😛 แต่ฟังดูใจร้ายไปหน่อยอ่ะ

    bact'

    เมษายน 10, 2008 at 12:02 pm

  8. แต่นาน ๆ ที เป็นพัก ๆ ก็จะบังคับให้ตัวเองอ่านนิยายนะ เพื่อไม่ให้มองอะไรที่ตรงหน้ามากเกินไป จนมองไม่เห็นอย่างอื่น

    bact'

    เมษายน 10, 2008 at 12:05 pm

  9. ในแต่ละครั้งผมก็หมดไปเยอะนะ
    แต่โดยส่วนตัวก็ไปงานหนังสือตั้งแต่
    ยังไม่ดังเท่าตอนนี้
    บางเล่มก็อ่านไม่หมดหรอกครับ
    อย่างนิตยสาร mymath ผมก็ซื้อทุกเดือน
    แต่ก็อ่านไม่หมด แต่ซื้อเพราะไม่อยากให้มันเจ๊งครับ
    หนังสือดีๆ ถ้าอุดหนุนได้ผมก็อุดหนุนครับ
    ในชีวิตนี้หมดกับค่าหนังสือกับซีดีเพลงไปเยอะแยะมากมายครับ

    iporsut

    เมษายน 10, 2008 at 6:32 pm

  10. ผมว่าหนังสือมันก็เหมือน CD เพลงนะ

    บางทีก็ซื้อเพียงเพราะชอบเพลงเดียวในแผ่น ก็เลยซื้อ แต่ซื้อมาเลยเพลงที่เหลือมันไม่เห็นจะดีเหมือนเพลงที่ตั้งใจซื้อมา

    ผมว่าหนังสือมันก็คล้ายๆ กันนะ บางทีเรารู้เรื่องบางอย่างอยู่แล้ว แต่ยังรู้ไม่ลึก ก็เลยซื้อหนังสือมา แต่พอซื้อมาคนเขียนเขาก็เปรยแต่น้ำ ไม่ลึกอย่างใจอยากก็เสียดายเหมือนกัน

    บางทีเปิดดูไม่กี่หน้ามันไม่รู้หรอกฮะ ต้องซื้อมาอ่านเยอะๆ จริงๆ ถึงจะรู้ ว่าตกลงแล้วเนื้อหามันเพราะหรือไม่เพราะ

    แต่อย่างน้อยผมว่ามันก็ดีนะ ถึงแม้ว่าจะซื้อเป็นแฟร์ชั่นไปบ้าง แต่อย่างน้อยก็ทำให้คนอ่านหนังสือมากขึ้น ผมว่ามันก็ดีแล้ว ยิ่งอ่านเยอะ ถึงแม้ว่าจะอ่านไม่หมด แต่มีกองอยู่ให้อ่านเรื่อยๆ ก็ดีกว่าเอาเวลาไปทำเรื่องไร้สาระอย่างอื่นนะผมว่า เช่นดูละคร ดูวิวอนุสาวรีย์ชัยเวลาขึ้น BTS หรือเดินห้าง ไรพวกนี้ เอาเวลามาอ่านหนังสือดีกว่า

    ^^”

    chakrit

    เมษายน 11, 2008 at 4:47 pm

  11. ผมเห็นด้วยว่าการซื้อหนังสือโดยมีจุดประสงค์เพื่อเอาไปอวดกัน หรือเอาไปโชว์ใครแม่งน่าด่า

    แต่ถ้าการซื้อหนังสือนั้นเป็นการสัญลักษณ์ของการเติมเต็ม ผมว่ามันปกติ ไม่ว่าปริมาณมันจะมากหรือน้อย

    คือยังไงดี
    คนบางคนชอบเซย่า ก็อยากจะซื้ออยากจะสะสมโมเดลเซย่าให้ครบ ถ้าทำได้แล้วมันรู้สึกได้เติมเต็ม มันมีความสุข ทั้งๆ ที่จริงๆ มีไม่ครบก็ไม่ตาย หรือมีครบ ลูกมันก็ไม่ได้เรียนเก่งขึ้นมานะ
    หรืออย่างบางคน ชอบต้นไม้ ก็ปลูกมันอยู่นั่น ปลูกมันทุกสายพันธ์ พันธ์ละหลายต้น สิ่งเดียวที่ป่าสงวนมีแล้วบ้านมันไม่มีคือป้ายห้ามล่าสัตว์ อย่างงี้ก็ว่ากันไม่ได้ คือมันได้ทำแล้วมันอิ่มไง
    หนังสือก็คงจะเป็นอะไรคล้ายๆ กัน บางครั้งการได้เก็บไว้ ได้เป็นเจ้าของเล่มที่เราชอบเนี่ย มันรู้สึกดี มันมีความสุขกว่าได้อ่านอีกนะ มันอาจจะเป็นสัญลักษณ์ของการได้ครอบครอง จะว่าเป็นกิเลศก็คงใช่ มันอาจจะให้ความรู้สึกว่าเรามีความพร้อมที่จะได้รู้เมื่อเราอยากรู้โดยที่จริงๆ แล้วทั้งชีวิตเราอาจจะไม่อยากรู้เรื่องนั้นเลยจริงๆ ก็ได้ ความสุขมันอยู่ตรงที่เรารู้สึกว่าเราพร้อม เรามีนี่ล่ะมั้ง

    ส่วนตัวผมเอง ถ้าเทียบกับคนอื่นแล้วผมว่าผมซื้อหนังสือน้อยมาก แต่จะชอบอ่าน ebook(อาจจะเพราะผมนิสัยไม่ดี ชอบไปหาดาวน์โหลดฟรี ไม่ยอมซื้อให้ถูกต้องก็ได้) และก็ถูกกิเลศครอบงำเหมือนกัน ถ้าจะเอากันจริงๆ ebook ที่มีเนี่ย ชีวิตนี้คงไม่ต้องซื้อหนังสืออีกแล้ว รวมถึงถ้าจะต้องอ่านทั้งหมด ชีวิตนี้ก็ไม่ต้องไปทำอะไรอีกแล้วด้วยเหมือนกัน แค่อ่านให้ครบก็หมดไปทั้งชีวิตแล้ว

    BLeAm

    เมษายน 24, 2008 at 7:46 am

  12. มาบอกว่า กิเลศ น่ะผมสะกดผิด
    จริงๆ เค้าสะกดกันแบบนี้ –> กิเลส

    BLeAm

    เมษายน 24, 2008 at 7:54 am

  13. ผมแทบไม่ซื้อหนังสือแบบที่มีแต่ตัวหนังสือเลยแฮะ.

    ไปงานหนังสือก็ซื้อแต่หนังสือประเภทที่ใช้ภาพดำเนินเรื่อง (ที่เรียกว่า manga หรือหนังสือการ์ตูน) เท่านั้น.
    ในบ้านมีหนังสือการ์ตูน ที่ยังไม่ได้อ่าน และ ไม่ได้แกะจากถุง เกินร้อยเล่มแล้วมั้ง

    อานนท์

    เมษายน 29, 2008 at 2:30 pm

  14. ประเด็นคงไม่ใช่ซื้อหรือไม่ซื้อหรอกครับ ประเด็นอยู่ที่ว่าซื้อแล้วไม่ต้องเอามาอวดกัน

    การอวดกันทำได้ถ้าอวดกันที่เนื้อหาหนังสือ อ่านแล้วคิดอย่างไร ได้ประโยชน์อย่างไร
    ดีหรือไม่ดีเพราะอะไร

    เคยสะสมแสตมป์ไหมครับ แรก ๆ ก็สนุก เอาไปเอามาก็ใช้อำนาจเงินมาข่มกัน
    สุดท้ายจริง ๆ ต้องให้มีคนสอนว่าการสะสมแสตมป์นั้น ต้องสะสมซองด้วย ต้องรู้
    ว่าแสตมป์ดวงนั้นส่งไปหาใคร ซึ่งมันก็วนกลับไปหาจุดเริ่มต้นที่สนุกเพราะทำให้
    เราขวนขวายเขียนจดหมาย ยิ่งมีเพื่อนต่างชาติยิ่งต้องส่งเพราะอยากได้แสตมป์

    เห็นคนอ่านสามก๊กไหมครับ ไม่มีใครอวดกันหรอกว่ามีทุกฉบับ กูมีของยาขอบ กูมี
    ของคึกฤทธิ์ ด้วย แต่ส่วนใหญ่จะอวดกันที่สำนวนโวหารที่ได้อ่านกันมา สนุกจะตาย

    tsvhh

    เมษายน 29, 2008 at 4:54 pm

  15. หนูPมีเรื่องอยากบ่นคะ
    คือที่โรงเรียนของPมีครูอยู่คนหนึงชื่อพรทิพย์ อรุณสุโข เป็นครูภาษาอังกฤษ
    คือsheวางอำนาจอย่างกับเป็น ผ.อ.สะเองวันๆไม่สอนนักเรียนเอาแต่ให้ทำใบงานแบบฝึกหัดไปวันๆและก็ชอบด่าเด็กนัดเรียนรวนทั้นหนูPด้วยคื่อSheถามเด็กนักเรียนว่า”ทำไปวันนี้เด็กนักเรียนมาไม่ครบ”เด็กนักเรียนก็ตอยว่า”ช่วยอาจารย์ท่านอื่นจัดสถานที่อยู่”พอหมดชั้วโมงเรียนSheก็ประกาศให้เด็กนักเรียนในชั้นที่หนูPเรียนอยู่ให้ไปรวมกันที่หน้าอาคารเรียนและSheก็บอกว่า”ให้ขึ้นไปรวมที่ห้องของฉันเดี๋ยวนี้”พอเด็กนักเรียนทุกคนขึ้นไปขณะนั้นเปนเวลาเที่ยงนักเรียนทุกคนยังไม่ได้ทานข้าวหล่อนก็บอกว่า”มีเด้กนักเรียนอีกคนยังไม่ไดเข้นมาเลย”และพอเด็กคนนั้นขึ้นมาหล่อนก็ใช้เด็กอีกึคนหนึ่งให้ขึ้นมาตามและพอเด็กคนนั้นไปถึงหล่อนก้บอกว่า”ฉันไม่มีเรื่องอะไรจะคุยกับเธอ เธอไม่มีค่าพอที่จะคุยกับฉัน”เสร็จแล้วพอเด็กคนนั้นก็ขึ้นไปบนห้องก็เล่าทุกอย่าให้เพื่อนฟังแล้วเพื่อนทุกคนในห้องก้ขัดคำสั่งหล่อนลงไปทานข้าวพอเด็กนักเรียนทุกคนลงไปหล่อก้ไล่ให้ขึ้นมาไปห้องของเธอเสจ็รแล้วเธอก็ถามหนูPว่า”ใครอนุญาติให้พวกเธอลงไปข้างล่าง”ฉันก็เลยบอกว่า”ไม่มี”หล่อนก็เลยไฉนออกจากห้องและพออาจารย์อีกท่านเข้ามาหล่อก็บอกว่า”หนูPเป็นไม่รู้อยุ่ดีไกเดินออกจากห้อง”(มันกลัวโดนไล่ออก)
    ดูสิว่ามันแหลแค่ไหนไม่รู้ว่าเปนอาจารย์ได้ไงค่ะเนี่ยชั่งสตอเบอร์รี่จิรงๆ(ดีนะไม่สตอไม่นั้นเห็มนแน่ๆๆ)ไม่แปลกใจเลยทำไมหาผัวไม่ได้(ไม่มีคนเอา)
    ด้วยนะโอกาศนี้ขอตั้งฉายาให้เทอว่า”แหลขั้นเทพแหล่งบ.ล.”

    watari

    กรกฎาคม 2, 2009 at 11:42 am


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: