ผู้ใหญ่บ้าน Hamburg

someone in Hamburg who try to be expert in something

เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 3 สนามบิน

with 4 comments

อ่านตอนก่อนหน้าได้ที่

  1. เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 1 ก่อนออกเดินทาง
  2. เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 2 กระเป๋า

และแล้ววันเดินทางก็มาถึง พวกเราต้องตืนแต่เช้าก่อนพระอาทิตย์ฤดูร้อนจะขึ้น นั่นคือประมาณตีสี่
ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเอง รวมทั้งเจ้าน้องนีรที่หลับตามหน้าที่ หลังจากเตรียมตัวเสร็จก็ออกเดิน
ทางขึ้นรถบัส ลงรถไฟ ลงรถไฟอีก แล้วก็ขึ้นรถบัส ไปถึงสนามบินโดยสวัสดิภาพ การเช็คอินไม่มี
ปัญหาอะไร ตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ถูกเช็คผ่านตู้ที่มีเจ้าหน้าที่คอยบริการ ซึ่งทำได้ถึงแม้ว่าเราจะต้อง
การเอารถเข็นเด็กลงท้องเครื่องบินก็ตาม เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกอย่างดี ภาพเดิมสมัยที่ต้อง
กลับเมืองไทยกันสามคนพ่อแม่ลูก โดยลูกชายวัยซนสนใจแต่การวิจัยสิ่งรอบข้างก็เกิดขึ้นอีก คราว
นี้เราเตรียมตัวดี โดยรีบไปที่ประตูสู่เครื่องบินให้เร็วที่สุดก่อนที่เจ้าตัวน้อยจะมีแรงลุกขึ้นมา การ
ตรวจของขึ้นเครื่องบินยามนี้ต้องบอกว่าเคร่งมาก ถึงแม้เราจะเตรียมตัวอย่างดีแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ยัง
ตรวจอย่างละเอียด มีการส่งกลับถุงนมมาตรวจสอบสิ่งที่อยู่ภายในเนื่องจากเอ็กเรย์แล้วไม่เห็น
อะไรนอกจากถุง กระเป๋าถูกค้นควักโดยเจ้าหน้าที่อย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย กว่าจะผ่านได้ก็
หลายนาทีอยู่

การรอขึ้นเครื่องประมาณหนึ่งชั่วโมงสร้าง
ความน่าเบื่อพอประมาณ แต่โชคดีที่ที่พัก
ผู้โดยสารของสนามบินในเยอรมันดีมาก ๆ
(ไว้จะบอกทีหลังว่าไปเจออะไรแย่ ๆ ที่ปารีส
บ้าง)  ผู้โดยสารไม่ต้องนั่งสับสนว่าจะไปรอ
ที่ไหน ป้ายบอกเที่ยวบินก็ชัดเจน เมื่อขึ้น
เครื่องเราก็ฝากรถเข็นไว้กับเจ้าหน้าที่ที่
หน้าประตูเครื่องบิน แล้วก็เข้าประจำที่นั่ง
สิ่งที่แตกต่างจากการเดินทางกลับเมืองไทย
คราวที่แล้วคือ น้องนีรเสียค่าโดยสารเต็มก็
เลยมีที่นั่งเฉพาะ และเราก็ได้นั่งที่นั่งแถวสามคนทำให้จะขยับเขยื้อน ลุกสนุกนั่งสบาย จะไปไหนก็
ไม่ต้องนัดแนะกัน และคอยรบกวนคนที่นั่งข้าง ๆ ตลอดเที่ยวบิน และทันทีที่นั่งเรียบร้อยแล้วเจ้าหน้าที่
ก็เอาของเล่นมาไว้ให้เราหลอกล่อน้องนีร ซึ่งจำเป็นมากเพราะเด็กวัยซนจะต้องนั่งอยู่ในที่ ๆ กำหนด
ชั่วโมงกว่า ๆ

อีกอย่างหนึ่งที่ดีกว่าสำหรับสายการบินราคาไม่ถูกนักอย่าง Lufthansa ก็คือมีอาหารว่างที่เราจงใจ
เรียกว่าอาหารเช้าบริการนอกเหนือจากเครื่องดื่มตามปกติ คือมีขนมปังแข็ง ๆ ประกบแฮม เสิร์ฟพร้อม
ช็อกโกแล็ตแท่งในซองพลาสติกพอกิน มันก็พอที่จะลดความหิวลงได้บ้าง เจ้าน้องนีรปฏิเสธของกิน
บางอย่าง ทำให้พ่อเขาต้องรับของกินเหล่านั้นมาด้วยความเต็มใจอย่างยิ่ง

สนามบิน Charles de Gaulle สนามบินนานาชาติที่ใหญ่อันดับหนึ่งในยุโรปในแง่ของจำนวน
เที่ยวบิน ซึ่งนอกจากจะใหญ่ เก่า แล้วยังโทรมอีกด้วย มีหลายสิ่งหลายอย่างที่สร้างและออกแบบ
ได้ประทับใจสำหรับผู้ที่มาเยือนอย่างยิ่ง กล่าวคือถ้าเลือกได้ก็ไม่ขอมาอีก แต่ถ้าพูดถึงความงงแล้วก็ยัง
ดีกว่าสนามบิน Frankfurt แห่งชาติเยอรมันนิดหน่อย ความประทับใจแรกก็คือไม่มีเจ้าหน้าที่เอารถเข็น
เด็กมาให้ที่ประตูทางออกเครื่องบินแต่อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ ๆ สนามบินไหนเขาก็ทำกัน ด้วยความสงสัยเรา
ก็เลยถามเจ้าหน้าที่ว่ารถเข็นเด็กเราอยู่ไหน  ทั้งสองเจ้าหน้าที่ทำหน้างง ๆ พร้อมชี้ไปทางโน้นแบบ
ส่งเดช ไม่มีทางเลือกเราก็เดินไปตามทางที่มี
ป้ายบอกทางไปรับสัมภาระ ผ่านทางเลื่อนที่ต้อง
ลงแล้วก็ขึ้นซึ่งแทนที่จะทำให้เป็นระนาบเดียวกัน
(เราจะพบทางเดินที่มีลักษณะแบบนี้ได้อีกในทุก ๆ
ที่ เช่นทางเดินในชานชลารถไฟใต้ดิน)  เราผ่าน
บรรไดเลื่อนที่เป็นทางราบที่น่าตื่นตาตื่นใจ และ
มาถึงจุดรับของที่ยืนยันว่าเที่ยวบินของเราจะส่ง
ของมาที่นี่ กว่ากระเป๋าของเที่ยวบินที่เรานั่งจะมา
ถึง ก็กินเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง ซึ่งนับว่าผิดแผน
อย่างมาก โดยแผนแล้วเราต้องการจะออกจาก
สนามบินในทันทีที่มาถึง ไม่งั้นก็ไม่ต้องแบก
กระเป๋าขึ้นเครื่องให้เหนื่อยทำไม และแล้วเวลาที่น่าปิติก็มาถึง สัมภาระจากเครื่องบินของเราก็มาถึง ผู้คน
รอบข้างเริ่มทยอยรับกระเป๋าไปทีละคนสองคน และเวลาที่น่าตกใจก็มาถึง สายพานหยุดแล้วแต่ไม่มี
รถเข็นของน้องนีร เราสอบถามกับเจ้าหน้าที่ด้วยภาษามือปนภาษาที่เจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจ เขาชี้ที่ป้าย
บอกว่าการลำเลียงของมานั้นยังไม่ครบถ้วนให้อดใจรออีกหน่อย ก็ยังดีที่มีคุณยายแก่ ๆ อีกคนยังคงยืน
รอของเป็นเพื่อนเราอยู่ ทำให้เราไม่ต้องตัดสินใจเด็ดเดี่ยวไปหาของยังสำนักงาน สักพักเจ้าหน้าที่คนนั้นก็
หายอีกไปปล่อยให้เราสองคนพ่อแม่กังวลใจยิ่งขึ้น ถึงเวลานี้เจ้าน้องนีรก็เริ่มรู้ตัวว่าเขาอยู่ในระเบียบนาน
เกินไปแล้ว กระเป๋าเดินทางที่หนักราว ๆ สิบเอ็ดกิโลก็เป็นเหยื่อรายแรก และเมื่อรออีกประมาณสิบนาที
เจ้าหน้าที่คนเดินกลับมาพร้อมกับรถเข็นของน้องนีรและรถเข็นของคุณยาย จะด้วยเหตุและผลใด ๆ ก็ตาม
เราและคุณยายก็ยังอดดีใจกับการได้ของรักกลับคืนมาไม่ได้

ตามแผนพ่อเราควรจะนั่งรถ RER ไปยังโรงแรมที่พัก แต่แม่น้องนีรยืนยันว่าอย่างไรก็ต้องมีรถบัสไปยัง
ใจกลางเมืองปารีสแน่ ๆ และค่าโดยสารจะต้องถูกกว่า (ค่ารถไฟ RER จากสนามบินไปใจกลางปารีส
ราคาประมาณ 8 ยูโรต่อเที่ยวต่อคน) หลังจากที่สอบถามกับเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้วว่าเราสามารถนั่ง
รถบัสสาย 350 ไปถึง Porte de La Chapelle (อ่านว่า พอร์ต เดอ ลา ชาแพล) ได้ เราก็เดินผ่าน
ทางเดินในสนามบินที่ไม่วกแต่วนไปยังทางออก
ที่ยี่สิบ แล้วก็หาทางออกไปท่ารถบัสอีกหลาย
สิบนาที เมื่อไปถึงป้ายรถบัสซึ่งก็เหมือนกับที่
เยอรมันคือมีป้ายบอกเวลาที่ชัดเจน ทั้งวันธรรมดา
วันหยุด แต่เราก็พลาดจนได้ เพราะวันที่เราไปถึง
เป็นเช้าวันเสาร์ ทั้ง ๆ ที่เราสามารถอ่านป้ายที่
เราจะไปลงได้ถูกต้อง แต่เราไม่รู้ว่าวันเสาร์ใน
ภาษาฝรั่งเศสเขียนว่าอย่างไร และในสภาพที่
หนาวเหน็บอย่างคาดไม่ถึง รวมทั้งมีฝนพรำ ๆ  ก็
ทำให้การหาคำตอบของคำถามที่ไม่ได้เตรียมคำ
ตอบไว้ของสามคนพ่อแม่ลูกไม่สนุกเอาซะเลย
และในขณะที่สาระวนกับการหาคำตอบอยู่นั้น ก็มีหนุ่มใหญ่ชาวฝรั่งเศสข้าง ๆ ยืนเก้ ๆ กัง ๆ น่าสงสัย
อยู่ที่ป้ายรถเมล์เดียวกัน

อ่านต่อถัดไปได้ที่

  1. เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 4 รถเมล์กับโรงแรม
Advertisements

Written by tsvhh

พฤษภาคม 25, 2007 ที่ 10:58 am

เขียนใน ปาีรีส, เที่ยว

4 Responses

Subscribe to comments with RSS.

  1. […] เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้… […]

  2. […] เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้… […]

  3. […] เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้… […]


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: