Posts Tagged ‘Brussel’
West Germany – Luxemburg – Belgium Trip – ตอนที่ 6
มาติดตามการท่องเที่ยวของเราสามพ่อแม่ลูกยังต่างแดนกันต่อ ก่อนที่สายลมแห่งกาลเวลาจะพัดเอาความ
ทรงจำเหล่านี้ให้หายไป เพราะมีเรื่องเที่ยวอีกหลายอันรออยู่ ใครยังไม่เคยอ่าน ก็อ่านตอนเก่า ๆ ได้ตาม
ลิงค์ข้างล่าง
- West Germany – Luxemburg – Belgium Trip – ตอนที่ 5
- West Germany – Luxemberg – Belgium Trip – ตอนที่ 4
- West Germany – Luxemburg – Belgium Trip – ตอนที่ 3
- West Germany – Luxemburg – Belgium Trip – ตอนที่ 2
- West Germany – Luxemburg – Belgium Trip – ตอนที่ 1
เอาเป็นว่าผมของเรียกเมืองมรดกโลกแห่งนี้ว่าบรูคแล้วกัน หลังจากชมนกชมไม้ได้สักพัก เราก็เดินตามแผนที่
ไปหาจุดที่เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวตัวจริง เดินไปไม่เห็นอะไรนอกจากตึกรามบ้านช่องแบบยุโรปเก่า ๆ
และทันในนั้นก็โผล่จากตรอกมาเจอไอ้นี่

ดูด้วยตากับมองผ่านรูปภาพอาจจะผิดกันเยอะเหมือนกัน โดยเฉพาะสี ถึงตรงนี้พวกเราพักเติมพลังด้วยอาหาร
จานด่วน ไม่ใช่ว่าชอบแต่มันถูกที่สุดเท่าที่จะหารับประทานได้ วันที่ไปจตุรัสนี้มีงานวัดพอดี น้องนีรก็เลยได้
ทำดื้อของเล่นม้าหมุนหนึ่งรอบ หลังจากนั้นคุณลูกก็เริ่มไม่สนุกด้วยเหตุผลของข้าศึกกำลังทลวงฟันจะทะลัก
ผ่านก้นให้ได้ น้องนีรเลยต้องใช้พลังส่วนใหญ่หรือจะทั้งหมดไปต่อสู้ ด้วยอากาศหนาวแล้วความกดอากาศที่
ต่ำพร้อมให้หิมะตกลงมาได้ ผู้ใหญ่เองก็ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ เสื้อกันหนาวแต่ไม่กันลมที่หนาซะเปล่าของผม
ดูมีค่าไม่ต่างจากเสื้อบาง ๆ เท่าไหร่นัก เราพยายามมองหาห้องน้ำแล้วลุ้นให้เจ้าตัวน้อยพ่ายแพ้ให้แก่ข้าศึก
อย่างใจจดใจจ่อ
เด็กชายวัยสามขวบ ผู้ไม่พิศมัยการเข้าห้องน้ำ ในที่สุดก็ได้พ่ายแพ้แก่ข้าศึกท่ามกลางสิ่งก่อสร้างที่สวยงาม
ผู้เป็นพ่อนั้นได้แต่มองซ้ายมองขวา มิใช้ตื่นเต้นกับความสวยงาม แต่หาห้องน้ำเพื่อทำความสะอาดตูดให้ลูก
น้อย ผู้เป็นแม่ดูจะหงุดหงิดไม่ใช่น้อย หนาวก็หนาว คนก็แยะ แถมเราก็อดเกรงใจน้องแซนไม่ได้ ที่เธอมา
ลำบากกันเรา

ท่าเบ่งอึเป็นนายกฯ เมื่อไหร่จะเอาไปเผา
โชคดีที่มีห้องน้ำและที่เปลี่ยนผ้าอ้อมสำเร็จรูป ถึงแม้จะต้องเสียเงินหลายสิบบาท แต่คุณยายคนเฝ้าก็ใจดี
ยิ่ง

น้องแซนทำหน้ากลม ดูแผนที่ในขณะที่คอยน้องนีรปลดปล่อย
หลังจากอึเสร็จ เจ้าลูกชายของเราก็อารมณ์ดี ยอมเก็กท่าให้ถ่ายรูปอยู่เป็นนานสองนาน

สิ่งก่อสร้างข้างหลังจะเห็นได้ว่าสีซีดไปถนัดตา
เมื่อเดินชมสถานที่ต่าง ๆ จนอิ่มใจกันแล้ว เราก็เดินทางกันต่อ ระหว่างที่เดินทางนั้นก็มีบ้านเรือนสวย ๆ ให้
ชมกัน ผมเองร้องขอให้ไปหาทำเลดี ๆ ถ่ายรูปบ้านริมคลองกันหน่อย ระหว่างที่เดินทางนั้นเราก็พบกับร้าน
อาหารร้านนี้ สร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1561 แนะ

บ้านคนรวยสมัยก่อนต้องสร้างด้วยอิฐนะ พวกคนจนสร้างด้วยไม้
น้องแซนได้อธิบายว่า ที่เราเห็นเป็นตัวเลขนั้นจริง ๆ แล้ววัตถุประสงค์หลักมิได้ทำไว้เพื่อบอกว่าบ้านสร้างเมื่อ
ไหร่ ถ้าเราสังเกตดี ๆ จะมีเหล็กที่ทำหน้าที่เหมือนลวดผูกติดอยู่ด้วย เหล็กที่นำหน้าที่เหมือนลวดนี้จะทำ
หน้าที่ในการยึดผนังทั้งสีด้านของบ้านเอาไว้ ถ้าเราตัดลวดที่ว่านี้ออกบ้านก็จะแบะออก น่าสนใจดี
วันที่เราไปนั้นนอกจากหนาวแล้ว หิมะก็ตกด้วย (ก่อนหิมะตก และช่วงที่หิมะตกนั้น อากาศจะแย่มาก ๆ) แม่
น้องนีรร้องบอกผมว่าให้รีบหาที่ถ่ายรูปได้แล้ว ปรากฎว่าสุดท้ายผมก็หาที่ถ่ายรูปไม่ได้ จนหิมะเปลี่ยนหน้าตา
เป็นฝนนั่นแหละ เจอคลองที่ไหนก็เลยถ่ายที่นั่นรูปก็เลยไม่ได้บ่งบอกอะไร

เส้นทางระหว่างเดินทางกลับ
เมื่อฝนตกเราก็เลยตรงรี่ไปจุดที่สามารถขึ้นรถเมล์ได้เพื่อจะได้ต่อรอเมล์ไปยังสถานีรถไฟต่อไป จากรูปข้าง
ล่างก็จะเห็นได้ว่าฝนตกหนักมาก และนี่ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่เราทำได้แค่มองผ่านทางหน้าต่างรถเมล์

พวกเราพาตัวเองในสภาพหนาวเหน็บเรามานั่งคอยที่สถานีรถไฟ แล้วก็นั่งรถไฟกลับไปยังเมืองหลวงยุโรป
โดยมิได้แวะไหนอย่างที่ได้ตั้งใจไว้ เพราะเหนื่อยกันมากแล้ว อีกอย่างเราได้นัดน้องปูปลาเจ้าของบ้างไว้
ตอนทุ่มครึ่ง เลยตัดสินใจจะแวะเที่ยวที่ตัวเมือง Brussels ซักพักเพื่อพิสูจน์คำพูดของน้องปูปลาว่าห้า
นาทีจบจริงไหม

จุดที่เราโผล่ขึ้นมานั้นคือบริเวณนี้ เป็นห้าแยกที่มีทั้งขึ้นเขาลงเนิน ถนนก็แคบ ๆ เหมือนกันทำให้จับทิศไม่ถูก
สุดท้ายก็ต้องไปพึ่งแผนที่ที่ป้ายรถเมล์ ซึ่งป้ายก็ดีใจหายแนะนำให้เรากับบ้านดีกว่า เพราะมันไม่ได้บอกอะไร
เราเลย สุดท้ายก็กลับบ้านไปนอนพักเอาแรง

ตอนหน้าฟ้าใส ผมจะพาไปเที่ยวสิ่งก่อสร้างที่ถูกกันว่าใครมาเบลเยี่ยมแล้วไม่ได้มา ก็ต้องมาใหม่ และน้องนีร
ได้สัญญากับผมในตอนเช้าก่อนเที่ยวว่าไม่มีอึนอกสถานที่อีกแน่นอน เป็นอันว่าตอนนี้ก็จบลงแบบไม่มีอะไร
แค่มีให้ผ่านไปสู่ตอนจบเท่านั้นเอง
อ่านต่อตอนที่ 7
West Germany – Luxemburg – Belgium Trip – ตอนที่ 5
- West Germany – Luxemberg – Belgium Trip – ตอนที่ 4
- West Germany – Luxemburg – Belgium Trip – ตอนที่ 3
- West Germany – Luxemburg – Belgium Trip – ตอนที่ 2
- West Germany – Luxemburg – Belgium Trip – ตอนที่ 1
ก้าวแรกสู่เมืองหลวงของยุโรปแห่งนี้ไม่ค่อยประทับใจนัก ผมจับมือเจ้าน้องนีรแสนซนไว้แน่น ไม่มีอะไรพอ
เป็นสัญญาณแห่งความปลอดภัยได้เลย ผมและแม่น้องนีรเดินไปก็นึกภาพสถานี Gare Du Nord ที่ปารีส
ในใจ สถานี Brussels-Central นั้นกว่าจะขึ้นไปข้างบนได้จะต้องเดินตามทางซึ่งทั้งเงียบ เปลี่ยว และ
เหม็น เราได้ส่งข้อความบอกน้องปูปลาเรียบร้อยแล้วว่าไม่ต้องลงมารับข้างล่าง เพราะเราสี่ชีวิตยังไงก็
มากกว่า ยิ่งมากยิ่งปลอดภัย
เมื่อได้พบหน้ากันสองสาวคือภรรยาผมและน้องปูปลาก็โผเข้ากอดกันตามภาษาคนไม่ได้เจอกันนาน และ
สาวไทยหนึ่งเดียวที่มารับเราก็พาเราไปยังที่พักหรู ๆ ของเธอ เส้นทางก็ต้องนั่งรถไฟใต้ดินและไปต่อรถราง
การเดินทางใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงรวมระยะเวลารอรถด้วย ป้ายบอกสถานีที่นี่จะมีทั้งหมดสามภาษา
คือฝรั่งเศส ฮอลแลนด์ แล้วก็ภาษาอังกฤษ ด้วยสาเหตุที่ว่าคนในประเทศนี้มีประเทศแม่ต่างกันและไม่ถูก
กัน (คล้าย ๆ กับคนไทยเวลานี้ ที่ถือหางนักการเมืองต่างค่ายก็ไม่ถูกกัน) กล่าวคือคนที่มีประเทศแม่เป็น
ฝรั่งเศสก็จะพูดภาษาฝรั่งเศส ส่วนคนที่มีประเทศแม่เป็นฮอลแลนด์ก็จะพูดภาษาฮอลแลนด์แดนกังหันลม ใน
ขณะที่คนทั้งสองฝั่งถ้าจะสื่อสารกันก็จะใช้ภาษาอังกฤษ
นอกจากความแปลกของป้ายตัวหนังสือ ป้ายบอกเวลารถไฟฟ้าใต้ดินของที่นี่ก็แปลกไม่แพ้กัน ตอนนั้นไม่มี
จิตใจจะถ่ายรูป รู้แต่ว่ารถไฟหลาย ๆ สายที่ผ่านเข้าสถานีนั้นเมื่อถึงจุดตรงกลางก็จะสว่าง จุดที่ห่างออกไป
ก็จะห่างออกไปเป็นนาที กว่าจะเข้าใจก็ปาเข้าไปวันที่สองแล้ว ด้วยความที่ผมเป็นหนุ่มใหญ่คนเดียวใน
กลุ่มและมีหน้าทีดูเจ้านีร ผมจึงไม่ค่อยได้ให้ความสนใจกันสถานีที่จะลงเท่าใดนัก พอลงจากรถไฟใต้ดินได้
ก็ต้องไปต่อรถราง ซึ่งคราวนี้ไม่มีป้ายบอกเวลา ดังนั้นจะรอนานแค่ไหนก็วัดดวงกันเอาเอง แย่จริง ๆ
อีกเรื่องที่ประหลาดก็คือเรื่องการบันทึกเวลาตั๋ว สำหรับรถไฟใต้ดินนั้นต้องบันทึกที่สถานีด้านนอก ถ้าลืม
ก็ต้องเดินย้อนไปกดใหม่ถ้าไม่อยากเจอตรวจแล้วเสียค่าปรับ ในขณะที่รถรางซึ่งใช้ตั๋วแบบเดียวกันนั้นจะ
มีเครื่องบันทึกในตัวรถ ไม่จำเป็นต้องทำที่สถานี สำหรับตั๋วที่เราใช้ก็เป็นตั๋วแบบเหมาสิบเที่ยว ราคาก็
ประหยัดลงไปหน่อย (จำไม่ได้แล้ว เข้าใจว่าราคาลดแล้วประมาณเที่ยวละหนึ่งยูโร)
ย่านที่น้องปูปลาอยู่นั้นเป็นย่านคนดูดีมีเงิน ที่พักของน้องปูปลาก็เลยดูดีมีระดับไปด้วย ขณะเดินทางน้อง
สาวคนสวยของเราแทนที่จะเยินยอประเทศที่เธออยู่ เราก็ได้ยินแต่คำบ่นตลอดเส้นทาง เมื่อถึงห้องพัก
แล้วทุกคนก็ทำธุระส่วนตัว แบ่งหน้าที่กันดูแลเรื่องเที่ยววันพรุ่งนี้ โดยน้องปูปลาก็ได้ยกห้องนอนของเธอ
ให้ครอบครัวเราสามพ่อแม่ลูกเป็นที่หลับนอน ในขณะที่น้องแซนกับเจ้าของบ้านนั้นนอนห้องรับแขก ช่าง
ดีอะไรเช่นนี้ (อนึ่งน้องปูปลาจะแต่งงานในเร็ววันนี้แล้ว ขอให้มีความสุขมาก ๆ ครับ)

สภาพตอนกลางวัน
ตอนเช้าเจ้าของบ้านก็โชว์ความเป็นแม่ศรีเรือนต้มโจ๊กแบบไม่สำเร็จรูปให้พวกเราซึ่งเป็นแขกกิน ก่อนออก
เที่ยว สำหรับวันนี้ตามแผนคือไปเที่ยว Brugge เมืองมรดกโลกที่แขกใครไปมาก็ต้องแวะมาที่นี่ ถ้ามี
เวลาเหลือก็อาจจะแวะเที่ยวเมืองอื่น ๆ ตอนขากลับอีก

เมื่อข้อมูลต่าง ๆ ไม่ชัดเจน นักเดินทางก็จะทำหน้าอย่างที่เห็น
การเดินทางเที่ยวนี้จะต้องซื้อตั๋วระหว่างเมือง เราเลือกตั๋วแบบสิบเที่ยวซึ่งจะนั่งไปไหนก็ได้ในประเทศ ซึ่ง
เรามีกันสามผู้ใหญ่ไปกลับก็หกเที่ยว วันถัดมาสามารถใช้ไปสถานีชายแดนเพื่อข้ามไปเยอรมันได้อีก
เพื่อนร่วมทางไปเมืองมรดกโลกนั้นส่วนใหญ่ก็มาจากทั่วยุโรป เราจึงได้ยินเสียงบ่นเป็นภาษาอังกฤษถึงเรื่อง
สภาพที่ย่ำแย่ของสถานี Brussels-Central โชคดีที่รถไฟค่อนข้างใหม่ แต่โชคร้ายคือไม่มีป้ายบอกสถานี
ผู้โดยสารจะต้องคอยเดา เอาเป็นว่ารถไฟได้พาเราสี่ชีวิตไปถึงเมืองมรดกโลกที่สวยงามก็แล้วกัน

หนุ่มน้อยทำมือรูปหัวใจแก้เบื่อขณะเดินทาง
ขณะเดินทางนั้นอากาศดีมาก มีแดดสดใสตลอดทาง เมื่อรถไฟจอดสถานีใหญ่ก็มีคนลงเป็นระยะ ๆ ผู้มาเยือน
อย่างเราก็ต้องคอยผุดลุกผุดนั่งดูป้ายสถานีว่าเลยหรือยัง สุดท้ายเมื่อเวลาได้ผมก็เลยทำใจกล้าไปถามเจ้า
พนักงานว่า “ที่นี่ที่ไหนแล้ว ใช่บรูคหรือเปล่า” เจ้าหน้าที่ตอบยิ้ม ๆ ว่า “ไม่ใช่ที่นี่บรูคเคอะ” ผมทำหน้างง ๆ
“อ๋อบรูคเคอร์แล้วเหรอ” เจ้าหน้าที่ส่ายหน้าบอกว่า “ไม่ใช่ที่นี่บรูคเคอะ” ผมยิ้งแฮะก่อนจะเดินกลับมาบอก
เพื่อนร่วมทางว่า “เดี๋ยวดูป้ายเอาเองแล้วกัน”

สภาพอากาศตอนเริ่มเที่ยวนั้นดูดีทีเดียว เพียงแต่ว่ามันหนาวไปเยอะ ก็เลยไม่ค่อยมีอารมณ์ชมนกชมไม้เท่า
ไหร่ และนี่คือประตูเบิกทางสู่เมืองมรดกโลกเมืองนี้

แต่สวยอย่างไรผมไม่สนหรอกนะมีของกินแล้ว
เราก็เดินทางแผนที่เก่าแก่ที่น้องปูปลามอบให้มา โดยโปรแกรมก็คือเดินให้รอบส่วนที่เป็นมรดกโลก และ
การมาเมืองนี้สิ่งที่คุณจะได้เจอก็คือ



เรือชมรอบเมือง ม้า แล้วก็ห่าน


และสิงที่ขาดไม่ได้สำหรับเมืองนี้ก็คือ ช็อคโกแล็ต และผ้าลูกไม้
นอกจากนั้นยังมีพิพิธภัณฑ์ช็อคโกแล็ต การเจียไนเพชร และก็โบสถ์ต่าง ๆ ให้เลือกชม ซึ่งเมืองในส่วนนี้เป็น
เป็นเมืองด้านนอก ซึ่งยังมีเมืองด้านในที่สวยงามอีกเยอะ ไว้ต่อตอนหน้าแล้วกัน

ผมขอพักด้วยไอ้นี่ก่อนแล้วกัน
West Germany – Luxemburg -Belgium Trip – ตอนที่ 4
- West Germany – Luxemburg -Belgium Trip – ตอนที่ 3
- West Germany – Luxemburg – Belgium Trip – ตอนที่ 2
- West Germany – Luxemburg – Belgium Trip – ตอนที่ 1
หลังจากลงจากรถไฟเยอรมันเข้ามายังดินแดนลุกเซมบวร์ก (อ่านตามเยอรมัน) แล้วได้ตั๋วไปเบลเยี่ยมแล้ว
เรามีเวลาไม่มากนักในการเดินทางรอบเมืองหลวงของประเทศนี้ จุดแรกที่น้องแซนพาไประลึกความหลังก็
คือเมืองโดยรอบ
ฤดูที่ไปยังเป็นรอยต่อของฤดูหนาวกับฤดูใบไม้ผลิ ต้นไม้ที่ต้องการให้เขียวโดยธรรมชาติก็ไม่เขียวให้ ร้าน
นี้ต้องการความสดใสของสีเขียวก็ใช้สีเขียวฉีดใส่ซะเลย หลักฐานคาตาไม่ต้องเถียงกันให้เมื่อยตุ้ม


ผ่านที่ว่าการเมืองในขณะที่มีงานเทศกาล ด้านซ้ายคือห้องน้ำรวม ด้านขวาคือห้องน้ำชาย สังเกตดี ๆ มี
ขนาดสำหรับเด็กด้วย งานนี้อาจจะไม่เหมาะสำหรับคนเมา

พระราชวังงบน้อยของลุกเซ็มบวร์ก มีทหารยืนอยู่คนเดียว แต่ที่นี่ไม่ใช้จุดหมายของเรา อ้าใช้พระราชวังเป็น
ทางผ่านซะแล้ว
เสาประหลาดกับลูกเสือหญิงสุดสวย ถ้าใครเคยเรียนลูกเสือมาแล้วไม่ลืมซะก่อน นี่แหละตำนานเมาคลีล่าสัตว์
มีต้นกำเนิดอยู่ที่นี่เอง เราไม่ได้เสียเงินเข้าไปดูพิพิธภัณฑ์แต่ผมได้ใช้บริการห้องน้ำไปสองครั้งฟรี ๆ ขอขอบ
คุณสถานที่ดี ๆ แบบนี้ด้วยครับ
จะเข้าบ้านต้องมีสะพาน ใครจะเดินลงไปให้เมื่อหล่ะ จากเส้นทางนี้เราก็เดินไปลงลิฟท์เพื่อจะลงไปดู
บรรยากาศของเมืองด้านล่าง

ดูรูปนี้แล้วจะเข้าใจทันทีว่า “ยิ่งสูงยิ่งหนาว” นั้นใช้ไม่ได้กับทุกกรณี ข้างล่างนี้ได้อารมณ์สะพานข้ามแม่น้ำ
น่านยิ่งนัก หลังจากที่ลงมาข้างล่างก็คิดกันว่าจะนั่งรถเมล์กลับไปยังสถานีรถไฟ แต่จนแล้วจนรอดเราก็หา
ป้ายบอกเวลาไม่ได้ (ผิดกลับที่เยอรมันลิบลับ) เราเลยต้องเดินย้อนกลับขึ้นไปข้างบนผ่านลิฟท์ตัวเดิม

น้องหมาเริ่มเบื่อกับการเดินทางที่หนาวเหน็บเลยของเก็กท่าให้เหมือนอนุสาวรีย์บ้าง ไม่รู้ว่าเหมือนม้าหรือ
คนขี่ม้า แต่ก็แก้เบื่อได้พอประมาณ

รูปปั้นของหมาคนรวย หมาดี หมาคนรวย หมาที่ซื่อสัตย์ และหมาที่รักมาก ย่อมได้รับการบันทึกไว้ใน
ประวัติศาสตร์ แต่อ่านไม่ออก น้องแซนได้อธิบายไว้แล้วแต่จำไม่ได้ เศร้า

ลุกเซ็มบวร์กเป็นเมืองที่มีสองฟาก ด้านหนึ่งเป็นเมืองใหม่ที่กำลังสร้าง ในขณะด้านบนเป็นเมืองที่สร้างไว้นาน
แล้ว สองฟากนี้คั่นด้วยสะพาน เวลาอยู่กลางสะพานหันหน้าหันหลังแล้วจะได้บรรยากาศที่ดีอีกแบบ
Hello Kitty นี่มันฮิตทั่วไป ถึงแม้ที่นี่จะเป็นร้านซูซิ ตามห้างทั่วไปก็มีขายเต็มไปหมด
แล้วเราก็ขึ้นรถไฟออกจากประเทศนี้ในที่สุด ทุกคนเหนื่อยเมื่อยล้าแต่ไม่หลับ ก่อนขึ้นรถไฟก็ได้เตรียมเสบียง
กันหิวไว้แล้ว เพราะกว่าจะถึงเบลเยี่ยมเมืองหลวงแห่งยุโรปก็ปาเข้าไปดึกดื่น และไม่น่าเชื่อสถานีรถไฟที่ชื่อ
ว่า Brussel Central นั้นแย่มาก ๆ
ถ้าใครมองโลกในแย่ดีก็อาจจะคิดว่ากำลังปรับปรุง แต่ที่จริงแล้วน้องปูปลาบอกว่ามันเป็นอย่างนี้มาเป็นปี
แล้ว เราเดินลงจากรถไฟด้วยความระทึก เส้นทางที่เดินผ่านนั้นมืดและอับชื้น เราสี่คนเดินอย่างระมัดระวังและ
ไม่ลืมที่จะติดต่อน้องปูปลาว่าไม่ต้องลงมารับ เพราะนึกเป็นอย่างอื่นไม่ได้ว่าที่นี่มันไม่ปลอดภัย
West Germany – Luxemburg – Belgium Trip – ตอนที่ 1
หลังจากไปงาน CeBIT 2008 มาแล้ว ใครรอเรื่องปารีสอยู่ก็รอไปก่อน อ่านของเก่าไปพลาง ๆ
ก่อนก็ได้
- เที่ยวงาน CeBIT 2008 ภาคแรก
- เที่ยวงาน CeBIT 2008 ภาคสอง
- เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 1 ก่อนออกเดินทาง
- เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 2 กระเป๋า
- เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 3 สนามบิน
- เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 4 รถเมล์กับโรงแรม
- เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 5 หอไอเฟล
วันที่ไปเที่ยวงาน CeBIT นั้นเป็นวันอาทิตย์ พอวันจันทร์ผมก็ต้องรีบปั่นเอกสารเพื่อส่งไปงาน
ประชุมวิชาการ และอาทิตย์นั้นก็ไม่ว่างอีกเลย ทำให้หน้าที่ในการจัดการเป็นของภรรยาไปโดย
ปริยาย และที่พลาดก็คือคราวนี้เราไม่มีหนังสือนำเที่ยว นอกจากนั้นจำนวนเงินเพื่อใช้ในการเที่ยว
ก็จำกัดยิ่งนัก สิ่งที่พลาดมากที่สุดในการเที่ยวครั้งนี้ก็คือ เราอยู่เยอรมันนานไปแล้ว
การไปเที่ยวนั้น การวางแผนถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะข้อจำกัดเรื่องเวลาและเงินนั้น
จะเป็นตัวกำหนดทุกอย่าง ยิ่งเรามีลูกตัวน้อยวัยซน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเที่ยวตามใจลูกด้วย
นอกจากนั้นการเที่ยวในยุโรปในวันหยุดยาว ดูจะเป็นเรื่องหวาดเสียวพอสมควรเพราะถ้าไม่ระวัง
ร้านรวงต่าง ๆ จะปิดกันหมด
เงื่อนไขในการไปเที่ยวครั้งนี้สำหรับผมก็คือ
1. ผมจะไปนั่ง Schwebebahn ที่เมือง Wuppertal สิ่งมหัศจรรย์ที่หาได้ที่เดียวใน
เยอรมัน
รูปจาก Schwebebahn Wuppertal – Wikipedia
2. ผมอยากจะไป Luxemberg เพื่อเก็บกลุ่มประเทศ BeNeLuX ให้หมดในคราวนี้ เพราะ
เราเคยไปเนเธอร์แลนด์กันมาแล้ว ทำให้ค่ารถไฟเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทีเดียว
3. ที่ Brussel คงไม่มีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจไปกว่าไอ้นี่อีกแล้ว
รูปจาก Atomium – Wikipedia
ส่วน Dom โบสถ์ที่สูงที่สุดในโลกนั้น ผมอยากไปเหมือนกัน แต่ไม่ได้เป็น the must สำหรับผม
อาจจะเป็นเพราะมันใกล้ก็ได้
การเที่ยวหนนี้เรานอนที่ Düsseldorf สองคืนที่โรงแรมของเพื่อน (friend’s hotel) และที่
Brussel อีกสองคืนที่โรงแรมชื่อเดียวกัน การเที่ยวหนนี้ไม่เน้นกินเพราะสู้ราคาไม่ไหว อย่างที่
Brussel นั้นค่าหอยเลี่ยน ๆ หม้อตั้ง 22 ยูโร เทียบได้กับหนึ่งอิ่มพร้อมหอยทากสุดอร่อยที่ปารีสแล้ว
บอกได้คำเดียวว่าไม่เอาดีกว่า น้องที่พักด้วยกันบอกว่าไปซื้อมาทำเองกิโลแค่ 6 ยูโรเท่านั้น เข้าเตา
อบทำน้ำจิ้มทะเลกินเองอร่อยกว่าสิบเท่า





