Archive for the ‘technology’ Category
HP Touchsmart PC
วันนี้ไปเดินเล่น MediaMarkt ซึ่งไปได้ลงไปดูนานแล้ว วันนี้ต้องซื้อแบตเตอรีให้ลูกก็เลยแวะไปซะหน่อย ถือว่าคุ้มหล่ะเพราะ
ได้เห็นเจ้านี่ HP Touchsmart วางไว้คู่กับคอมพิวเตอร์จำพวกมีแต่จอ ซึ่งมีอยู่หลายยี่ห้อทีเดียว
แรก ๆ ก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะ imac ก็มีมาตั้งนานนมแล้ว นี่ค่ายพีซีพึ่งจะตื่นทำ ปรากฎว่ามันเป็น Touch Screen ครับ
พอคนว่างก็เลยเข้าไปเล่นดูซะหน่อย โอมันใช้งานได้ดีทีเดียว สิ่งที่รองก็กด Start ตามปกติ (บน Vista) เลื่อนหน้าต่างไปมา
ซึ่งการตอบสนองดีมาก ๆ ไม่น่าเชื่อว่า CPU จะเป็นแบบทั่วไป ที่สำคัญคือราคาปกติไม่ได้แพงอะไร ตัวที่ไปลองเล่นดูนั้น
ราคาเพียง 1499 ยูโร ราคาเท่ากับ Notebook ระดับไฮเอนด์เท่านั้นเอง แต่นี่จอ 22 นิ้ว Touch Screen นะครับ (ไม่ใช่
Multitouch) ราคาขนาดนี้ถือว่าถูกมาก ๆ
การทดสอบต่อมาก็เป็นการลอง Notepad ปรากฎว่ามีคีย์บอร์ดมาให้ด้วยที่หน้าจอ นี่ถ้าปรับจอเอียง ๆ ก็พิมพ์ลงบนจอไป
ได้เลย ที่ลืมทดสอบคือ copy & paste ซึ่งคิดว่าทำได้โดยการกดนิ้วแช่ ๆ นั่นแหละ ไม่น่าพลาด ทั้งหลายทั้งปวดคิดว่าคุ้ม
กับราคาแค่นี้ ด้วยขนาดที่เล็ก แบกไปไหนมาไหนในระยะใกล้ ๆ ได้ คิดว่าเหมาะมากกับคอมพิวเตอร์สำนักงาน ประหยัดเนื้อ
ที่มาก ๆ เป็นอันว่า imac, PC แบบเดียวกัน และ Notebook ที่ใช้แทนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โดยตั้งโจทย์ในราคาที่ต่ำซะ
แล้ว เพราะว่าหนึ่งมันไม่ต้องใช้คีย์บอร์ด, เมาส์ และน้ำหนักไม่ได้ต่างกัน เครื่องตั้งต้นเครื่องต่อไปของผมอาจจะเป็นเครื่อง
นี้ก็ได้
รายงาน Robocup 2008
ไทยได้สามรางวัลแน่นอนแล้วคือทีม Skuba ซึ่งได้ที่สามของ Small Size Robot โดยชนะ
แชมป์ประเภทเทคนิคยอดเยี่ยมทีมจีน ZJUNlict ไปสุดมันด้วยสกอร์ 1:3 ซึ่งทีม Skuba นั้น
เป็นรองแชมป์ประเทศไทยจาก ม.เกษตร
ในขณะที่แชมป์ประเทศไทยตลอดกาลอย่าง Plasma-Z จากจุฬาฯ ก็จะได้ล้างแค้นแชมป์เก่า
ทีมตีนหนักอย่าง CMDragons ที่ปีที่แล้วชิงกันถึงช่วงต่อเวลา ต้องคอยดูบ่ายสามตามเวลา
ในประเทศไทยนะครับ น่าจะชนะได้แชมป์โลกนะ

ส่วนประเภท Humanoid Kidsize ซึ่งมีทีมไทยของ FIBO
แข่งด้วยนั้น (ปีนี้หุ่นดีขึ้น แต่ทีม อื่น ๆ ก็พัฒนาไปมากเหมือนกัน
ทำให้ทีมไทยพลาดตกรอบคัดเลือกเข้ารอบสองไป) เราคงต้อง
ลุ้นศึกญี่ปุ่น-เยอรมันกัน ดูว่าสุดยอดโรบอทเวอร์ชัน 44 ของ
Team Osaka จะล้างแค้นทีม ตีนผีจากเยอรมัน NimBro Kid
ได้หรือไม่
ส่วน Plasma-RX ทีหุ่นกู้ภัยจากจุฬาฯ ก็รักษาแชมป์ให้ประเทศ
ไทยได้อีกแล้วครับ ทำให้ทีมไทยได้รักษาแชมป์โลกได้ 3 ปี
ซ้อนจากการแข่งขันประเภทนี้
อนึ่งการแข่งขัน Robocup 2008 นั้นแข่งที่จีน เวลาจึงไม่ห่าง
จากไทยมากนัก อีกทั้งมีทีมจากประเทศไทยไปแข่งเยอะมาก แต่
ไม่เห็น bloger สายเทคโนโลยีจากประเทศไทยรายงาน และจน
ถึงวันนี้ก็พึ่งเห็นข่าวในผู้จัดการที่คอยรายงานผลหุ่นกู้ภัย แต่มิได้
รายงานการแข่งขันหุ่นประเภทอื่นเลยทั้ง ๆ ที่เป็นการแข่งขัน
รายการเดียวกัน
รายงานสด: plasma-Z ได้แชมป์โลกไปแล้วนะครับ หลังจากที่รอคอยมาหลายปี (ทำดีขึ้นตลอด)
โดยสามารถล้างแค้นแชมป์เก่า CMDragon ไปได้สุดมัน 4:2 ดีใจด้วยจริง ๆ ครับ
เที่ยวงาน CeBIT 2008 ภาคสอง
จากตอนที่แล้ว
การไปเที่ยวงานนิทรรศการหรืองานแสดงสินค้ากับเด็กเล็ก ๆ อย่างเจ้านีรนั้น พ่อแม่ต้องทำใจไว้ก่อนว่าจะได้
ดูอะไรไม่ได้มากนัก พวกเราเองก็มีประสบการณ์หลายครั้งหลายหนแล้ว ดังนั้นถ้าพ่อดูแม่ก็ต้องคอยวิ่งไล่ลูก
ในทางกลับกันถ้าแม่อยากดูพ่อก็ต้องวิ่งไล่ลูก โชคดีอยู่หน่อยที่งานนี้มีสาว ๆ คอยบริการเจ้านีรอยู่เป็นระยะ ๆ

ซึ่งนอกจากสาว ๆ ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาแล้วเราก็ต้องสลับให้เจ้านีรเล่นเกมบ้างเป็นระยะ ๆ

อย่างในรูปข้างบนเจ้านีรก็กำลังสนุกอยู่กับการเล่น memory บนจอ LCD ขนาดยักษ์ แต่เล่นได้ไม่นาน
เพราะว่าเจ้าหน้าที่เริ่มทยอมเก็บของแล้ว ซึ่งรวมไปถึงเก็บเจ้าจอนี่ด้วย
งานนี้สินค้าที่ฮิตมาก ๆ เห็นจะเป็นเครื่อง Navigator ที่กำลังเป็นที่นิยมมาก ๆ ในยุโรป ขนาดที่รถหนึ่ง
คันจะต้องมีเจ้าเครื่องนี้หนึ่งเครื่อง และที่ผ่านมาก็มีการโจรกรรมโดยการทุกกระจกรถเพื่อเอาเจ้าเครื่องนี้
กันอยู่บ่อย ๆ

จะเห็นได้ว่าตัวสินค้านั้นเป็นที่สนใจมาก ๆ
จากส่วนแสดงสินค้าด้านการสื่อสาร เราก็ข้ามฟากมายังอุปกรณ์ประกอบสินค้าเทคโนโลยีจำพวก มือถือ
Notebook ฯลฯ ในส่วนนี้นอกจากจะมีการแสดงสินค้าแล้ว ยังขายของอีกด้วย ทำให้โซนนี้เป็นโซนที่ผู้ชม
ทั่วไปให้ความสนใจมาก ๆ ไม่แพ้เครื่อง Navigator ทั้งนี้และทั้งนั้นนอกจากสินค้าที่ซื้อได้ก็ยังมีการนำ
เสนอสินค้าแบบน่าตื่นตาตื่นใจอีกด้วย และจุดเด่นที่สุดของการโซนนี้ก็คือการแสดงอุปกรณ์ถุงยางป้องกันน้ำ
สำหรับมือถือ โดยเน้นแนวคิดที่ว่าเราสามารถว่ายน้ำได้พร้อม ๆ กับพกมือถือไปด้วย

ในรูปสาวน้อย (น้อยทั้งอายุและ …) กำลังสาธิตวิธีการใช้ถุงยาง(ใส่มือถือ)ให้ผู้คน(มีแต่ผู้ชาย)รอบข้างได้
เข้าใจถึงวิธีการใช้งานและประสิทธิภาพ โดยเธอพยายามแสดงให้เห็นว่าไม่มีทางที่ถุงยางนี้จะรั่วและน้ำใน
อ่างก็ไม่มีทางที่จะซึมเข้าไปทำลายมือถือได้ เราได้รับแจกไอ้ถุงยางที่ว่านี่มาด้วยหนึ่งอัน แต่ไม่รู้หายไป
ไหนแล้ว เราใช้เวลาอยู่ตรงนี้ไม่นานนัก คุณคงรู้ว่าเพราะอะไร
จากอ่างน้ำเราก็ข้ามไปยังโซนเกม ซึ่งทำให้รู้ได้เลยว่าตลาดเกมนั้นใหญ่มาก ๆ เต็มไปด้วยสาวกและผู้คลั่ง
ไคล้เกมคอมพิวเตอร์

ในรูปจะเห็นได้ว่าบรรดาหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่กำลังแสดงความสนใจการนำเสนอเกมต่าง ๆ อย่างใจจดใจจ่อ
หรือพูดง่าย ๆ ว่าตาไม่กระพริบ (ในยุโรปนั้นการเล่นเกมจะต้องซื้อแผ่นเกมราคาหลายพัน ก็น่าจะนึกภาพของ
จำนวนเงินได้) นอกจากนั้นยังมีการแข่งขันฟุตบอลสนามใหญ่ด้วย

และก็มีเทนนิส นี่เล่นกันในร่มส่วนลูกเทนนิสนั้นมีไว้แจก


เหมาะกับคนที่มีที่ว่างในบ้านแล้วอยากออกกำลังกายโดยไม่ต้องตากแดด ใครเคยเล่น Wii จะรู้นะครับว่าเกม
นี้สนุกมาก ๆ
หลุดจากเกม ก็ออกมาด้านนอกซึ่งมี pavilion ใหญ่ ๆ หลายอัน เช่นของ Vodafone Intel ฯลฯ ซึ่งฝั่ง
ของ Intel นั้นมีการแสดงแพร่กระจายอยู่ทั้งงาน ในส่วนของ pavilion ก็จะเป็นเกม มีคอมพิวเตอร์มาแสดง
บ้าง แต่เน้นที่ชิพเป็นหลัก ก็ตามถุงกระดาษนั้นแหละ “IT starts with the chip” ที่เห็นเอา F1 มาตั้ง
เป็นทิวแถวด้านล่างนั้น ก็ต้องการจะโปรโมต Intel Core 2 นะ

ใน Pavilion ของ Intel ก็มีการนำเสนอเกมให้สาวกดูด้วย ตั้งใจดูกันน่าดูเลย นี่ระหว่างนั่งคอยนะครับ


ไม่แน่ใจว่าพิธีกรจะใช้คนเดียวกับที่เห็นกันบ่อย ๆ ในทีวีหรือเปล่า
จบจาก Intel ก็ต้องเดินทางกลับเพราะใกล้เวลานัดกับเพื่อนแล้ว เราต้องเผื่อไวเวลาไว้ประมาณหนึ่งชั่วโมง
เพื่อหาอาหารสำหรับคนจนกินรองท้อง จะได้ไม่ต้องทนหิวบนรถไฟที่จะต้องเดินทางอีกประมาณสองชั่วโมง
และนี่มันวันอาทิตย์กับถึง Hamburg ไม่มีอะไรขายแน่นอน

ร้าน McDonald’s อาหารขวัญใจคนจนเปิดทุกวัน แต่เสียดายที่ทุกอย่าง 1 ยูโร ขายหมดไปแล้ว เลย
ต้องกินเป็นชุดแพงขึ้นมาอีกนิด แต่ก็ยังดีที่ห้องน้ำฟรี (ค่าเข้าห้องน้ำในเยอรมันมีตั้งแต่ ฟรีไปจนถึง 1.1
ยูโร บางที่ก็แล้วแต่สมัครใจ ทำเป็นเดินไม่รู้ไม่ชี้ก็ฟรีได้)
เป็นอันจบงาน CeBIT 2008 งานที่ตั้งใจมาเพื่อให้ได้ชื่อว่ามาเท่านั้นเอง แต่ก็ได้อะไรบ้างหล่ะนะ
เที่ยวงาน CeBIT 2008 ภาคแรก
งาน CeBIT Hannover เป็นงานแสดงสินค้าทางด้านเทคโนโลยีที่ใหญ่(ที่สุด)ในโลก งานนี้ต้องบอก
ว่าเป็นงานของผู้ผลิตและของสั่งผลิตกับคอเกมมากกว่าคนทั่วไป เนื่องจากบัตรเข้างานที่แพงมากถึง 38
ยูโร ถ้าเป็นนักเรียนนักศึกษาก็จะเหลือ 18 ยูโร ซึ่งก็ยังแพงอยู่ดี แต่โชคดีที่ได้รับอนุเคราะห์ตั๋วจากรุ่น
น้องร่วมตึกหาตั๋วมาให้ได้ 4 ใบ งานนี้ก็เลยหาเพื่อนร่วมแชร์ค่าตั๋วรถไฟได้อีกสองคน เป้าหมายที่ไปก็
เพียงแค่ให้ได้ชื่อว่าไปแล้ว เพราะอยู่มาสี่ปีกว่าก็ยังไม่ได้ไปงานซะที

งานนี้สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือเจ้านีร เจ้าตัวน้อยที่เอาไปเพื่อรับของแจกโดยเฉพาะ เมื่อไปถึงหน้างานจากสถานี
รถไฟไปยังตัวศูนย์แสดงสินค้าก็ต้องผ่านทางเดินลอยฟ้าที่ยาวร่วมหลายร้อยเมตร ที่ต้นทางมีมนุษย์กำจัด
ไวรัสร้ายจาก Symantec แต่งตัวสีเหลืองบอกยี่ห้อ คอยแจกโบรชัวร์อยู่เต็มไปหมด

เจ้าตัวน้อยก็สนุกใหญ่กับการเดินทางบนทางเลื่อน พ่อต้องคอยบอกให้หยุดถ่ายรูปเป็นระยะ ๆ

สิ่งที่น่าจะแสดงความใหญ่โตของงานได้ดีก็น่าจะเป็นเจ้าป้ายแสดงสถานที่จัดงานของบริษัทต่าง ๆ ลอง
เทียบกับเจ้าตัวเล็กดู ก็จะเห็นว่าใหญ่ขนาดไหน

ในตัวงานมี Hall ขนาดใหญ่ถึงยี่สิบเจ็ดแห่ง (บาง Hall ไม่ได้เปิดแสดงสินค้า) นอกจากนั้นยังมี
Pavilion จากบริษัทยักษ์ใหญ่อีกหลายบริษัท อาทิเช่น Intel, Vodafone เป็นต้น

และเหมือนเช่นเคย เจ้าตัวน้อยก็ไม่เคยพลาด แค่บูธแรกก็มีพนักงานสาวสวยมาขออุ้มแล้วถ่ายรูปด้วยซะแล้ว
นี่ถ้าแม่ไม่มาด้วย พ่อคงบอกว่าอุ้มลูกแล้วอุ้มพ่ออีกคนก็ได้นะ ภาพของพนักงานต้อนรับคนแรกก็ทำให้นึกไป
ว่า นี่ขนาดคนแรก แล้วคนต่อไปจะสวยขนาดไหน
ในงานจะว่าไปแล้ว ตัวงานไม่ค่อยได้สนใจผู้คนที่เดินผ่านเพื่อดูความก้าวหน้าของเทคโนโลยีซักเท่าไหร่ สิ่ง
ที่ผู้มาแสดงสินค้าเน้นก็คือผู้มาติดต่อธุรกิจ สังเกตได้จากบูธต่าง ๆ มองผ่าน ๆ ก็จะนึกถึงร้านอาหาร ผมเอง
ไม่มีความรู้เรื่องแนวคิดทางธุรกิจซักเท่าไหร่ ก็ต้องคอหันไปถามภรรยาว่าเรื่องราวมันเป็นอย่างไร เธอก็
อธิบายให้ฟังว่า การติดต่อธุรกิจก็อย่างนี้แหละ ต้องนั่งนานคุยรายละเอียดเยอะ บริษัทที่ตัวสินค้าติดตลาด
อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องโฆษณามาก


จากรูปจะเห็นได้ขัดเจนว่าเน้นให้นักคุยกันสบาย ๆ มากกว่านำเสนอสินค้า ในงานนี้อีกตัวอย่างของการนำ
เสนอ เห็นจะได้แก่ถุง ที่แจกกันเป็นว่าเล่น ยิ่งบริษัทใหญ่ ถุงก็ยิ่งใหญ่

อย่างถุงของ Intel ในรูป จะเห็นคนถือกันทั่วงาน เป็นการโฆษณาสินค้าไปในตัว อีกบริษัทที่ใหญ่ไม่แพ้กัน
ของ AMD งานนี้คุณภรรยาจึงสนุกกับการสะสมถุงแก้เบื่อไปในตัว (พนักงานต้อนรับของ Intel ถือได้ว่า
เยอะที่สุด คุณภาพก็เลยตัวหารตามจำนวน)
การที่เน้นคู่ค้ามากกว่าผู้ชม ทำให้งานค่อยข้างไม่มีอะไรดูเท่าไหร่ มีสินค้าแสดงแบบไม่ค่อยน่าตื่นตาตื่นใจ
ซักเท่าไหร่ อันที่พอจะดีบ้างก็คือ Segway ที่ไม่ใช่ตำรวจจริง แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้
งานที่ดีนอกจากที่สนามบิน (รถสองล้อแบบนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการประยุกต์ใช้ระบบควบคุม Invert
Pendulum)

บริษัทนี้ถือว่าสอบผ่าน เพราะรถก็สวย คนขี่ก็ใช้ได้ มีเจ้าหน้าที่ของบริษัทอื่นโบกมือเรียกให้จอดเป็นระยะ

เจ้าตัวน้อยก็หันไปดูด้วยความสนใจ ว่าเขาทำอะไรกัน ในรูปจะเห็นได้ว่าคนสนใจคนมากกว่าสนใจรถ
ลืมบอกไปว่าจุดแรกที่ไปนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีการสื่อสาร และที่เห็นเยอะไปหมดก็ตามรูป
ข้างล่างเลย

ตอนหน้าพลาดไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเกม และผลิตภัณฑ์เพื่อโทรศัพท์มือถือในสระว่ายน้ำ วันนี้ดึกแล้ว
ขอลาไปก่อน
Apacer Handy Drive ที่รัก
ในที่สุดเจ้า Handy Drive (ชื่อเรียกตอนซื้อ) ตัวอ้วน ๆ น่ารัก ๆ ยี่ห้อ Apacer ขนาด 64 MB ที่
ซื้อมาในราคาหลักพัน (จำไม่ได้ว่าถึงสองพันหรือเปล่า) ก็มีอันต้องปลดระวาง ทั้งนี้เพราะงาน
ที่ทำต้องเก็บข้อมูลขนาด 500 กิโลไบต์หลาย ๆ ชุด บางทีก็ไม่สะดวกนักที่จะต้องลบ ๆ
เขียน ๆ เพราะห้องทำงานกับห้องทดลองอยู่ไกลกันขนาดเดินขึ้นเดินลงแล้วผอม จริง ๆ ผม
ชอบลักษณะของมันหลายอย่างอยู่เหมือนกัน
- ตัวอ้วนดี จับถนัดมือ และสังเกตได้ง่าย
- มีสายคล้องคอมาให้ตั้งแต่ตอนซื้อ พกไปไหนมาไหนสะดวก
- มีไฟสัญญาณบอกว่าทำงานอยู่หรือไม่ทำงาน
จะว่าไปก็ใช้จนคุ้มแล้ว ตั้งแต่สมัย Windows 98 โน่น ก็น่าจะยอมให้เขาพักได้แล้วหรือไม่ก็ส่งให้
เจ้าหมาอ้วนไปใช้งานแทน (เสียบ USB mouse ใช้เองเป็นนะเอ้า) ก่อนที่มันจะตายคาเต้าเสียบ
จากเหตุการณ์ดังกล่าวก็ได้ฤกษ์ซื้อของใหม่ซะดี นี่กว่าจะซื้อได้นี่ดูแล้วดูอีกหลายเดือนแล้วนะ
ประมาณว่างก ไม่จ่ายเงินสนองความเท่แบบใครหลาย ๆ คน
วันนี้ได้ถอย USB Stick ยี่ห้อ Sony ขนาด 1 กิกะไบต์ราคา 9 ยูโร มาใช้ เนื่อง
จากมันลดราคาและก็ควรแก่เหตุ เลือกซื้อเพราะหน้าตากับยี่ห้อเป็นหลัก (เหมือน
คุณภรรยาที่เลือกผมเพราะหน้าตาเป็นหลัก แต่หลักอะไรก็ไม่รู้) จริง ๆ แล้วมันมีของ
Verbatim Store ‘n ‘Go 1GB ราคา 7 ยูโร ตามรูปทางด้านซ้ายมือ ถูกแต่สอบ
ไม่ผ่านเรื่องหน้าตากับรูปร่าง (เล็กไป ไม่เหมาะกับผม) ก็เลยเลือกตัวข้างบนแทน
ก่อนซื้อก็พยายามใช้ GmailDrive ตอนแรกก็ใช้ได้ดีแต่อยู่ดี ๆ ก็ใช้ไม่ได้ Google
ไม่ยอมให้ใช้แล้วหรือเปล่าไม่รู้ ก็เลยเปลี่ยนมาใช้ Gspace ปรากฎว่า login ที่เครื่องข้างล่างไม่ได้
เฉย ก็เลยกลับมาใช้เจ้าอ้วน Handy Drive ตัวเก่า ตอนซื้อก็กลัว ๆ นะ เพราะเจ้าตัวใหม่เนี่ยมันจะ
บีบอัดข้อมูลก่อนใช้ เมื่อวานอาจารย์เอาของอาจารย์มาเสียบที่เครื่องแล้วก็บ่น ๆ ของของแกมัน
จะบีบอัดข้อมูลก่อนเก็บ ทำให้ช้ามาก ๆ ไม่รู้ยี่ห้ออะไร เมื่อกี้ลองใช้เจ้าตัวใหม่แล้วก็เร็วดีไม่ต้อง
กังวลอะไร (จริง ๆ ช้าไม่กลัวนะ แต่กลัวไม่ทน เป็นคนประเภทเปิด Windows แล้วเดินไปชง
กาแฟก่อนมา login แล้วไปเข้าห้องน้ำแล้วค่อยกลับมาใช้เครื่อง) ก็เป็นอันว่ามีของใหม่มาใช้แล้ว
วิศวกรรมไฟฟ้าจุฬาฯ แจกหนังสือ "ท่องไปในพิพิธภัณฑ์ไฟฟ้า"
เท่าที่อ่านดูคร่าว ๆ พบว่าเป็นหนังสือที่ดีมากเล่มหนึ่งเลยทีเดียวครับ
การเรียงพิมพ์ก็ทำได้ดีสวยงาม ไม่ทำให้ดูเป็นวิชาการเกินไปนัก และ
เท่าที่ได้อ่านก็พบว่าคำแปล ถ้อยคำ สำนวน ต่าง ๆ นั้นถูกแปลออก
มาอย่างสวยงาม น่าชื่นชมอย่างยิ่ง
งานนี้คงต้องขอบคุณเหล่าคณาจารย์ที่ได้รวมทีมนิสิตมาสร้างหนังสือ
ที่ดี ๆ เล่มนี้แก่ประเทศชาติ หนังสือเล่มนี้ได้รับการแปลจากต้นฉบับ
ภาษาอังกฤษของ IEEE Virtual Museum ที่ได้รับอนุญาตอย่าง
ถูกต้อง หนังสือเล่มนี้นอกจากจะมีในรูปแบบของ e-book แล้วยัง
ถูกพิมพ์โดยเงินสนับสนุนของ IEEE Foundation และบริษัท
ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เพื่อนำไปแจกจ่ายต่อไป
งานดี ๆ อย่างนี้ก็ต้องชื่นชมเป็นธรรมดาครับ
EECON 30 ปีที่ดีขึ้นด้านข้อมูล
EECON 30 นับว่าสมบูรณ์ขึ้นด้านข้อมูลนะครับ ถ้าจะให้ดีโปรแกรมก็
ควรจะออกมาเลยเหมือนกับของ IEEE ที่ทำได้สองสามปีแล้ว ผู้ที่มี
ส่วนเกี่ยวข้องกับบทความก็จะมีชื่อหราอยู่บนโปรแกรมเรียบร้อยแล้ว
งานจะจัดกลางเดือนธันวาคมโน่น แต่โปรแกรมออกแล้ว สำหรับ
EECON 30 ถ้าทำได้ก็ดี แต่สายไปแล้วเพราะงานจัดเดือนหน้า
โปรแกรมยังไม่ออก แต่ปีนี้ก็นับว่ามีระบบระเบียบที่ดีมากนะครับ
จริง ๆ อยากดูโปรแกรมด้วยเลย จะได้รู้ว่าถ้าไปร่วมงานเราจะได้ดูใครพูด พูดเรื่องอะไร แล้วจะ
ไปร่วมดีไหม ที่คาดไม่ถึงคือปีนี้บอกเลยที่ไหนส่งเท่าไหร่ ได้เท่าไหร่ ได้สาขาวิชาไหนบ้าง ดีมาก
จะได้รู้ว่าไม่ได้มีผมคนเดียวที่อยากรู้
ดูจากผลงานในประเทศแล้วผมค่อยข้างชื่อชมจุฬาฯ สามพระจอมเกล้าฯ กับ มหานครนะ เพราะ
พวกเขารักษาระดับทั้งในและนอกประเทศได้ดีแบบไม่ต้องกล่าวหากันว่าโม้หรือเปล่าเพราะตัว
เลขมันฟ้อง บางมหาวิทยาลัยมี ดร.เต็มไปหมด นักศึกษาระดับ โท เอก ก็เยอะ ถึงจะมีผลงานใน
ระดับนานาชาติ แต่ถ้าคุณไม่มีผลงานระดับประเทศเลย มันก็เอามาคุยโม้ไม่ได้หรอก
สาขาวิชาไฟฟ้าคอมพิวเตอร์เป็นสาขาใหญ่ไงก็ดูแลระดับประเทศกันหน่อย
เรื่องเล่ากับความเป็นจริง
หลายคนคงจำเรื่องเล่าที่เล่าต่อ ๆ กันมาจนสับสนว่าเรื่องเหล่านี้จริงหรือเท็จ
เรื่องขำขันอันหนึ่งที่
เอาไว้แซวองค์การอวกาศสหรัฐที่ว่า “ปากกาไม่สามารถ
ใช้ในอวกาศได้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องหาวิธีการให้
นักบินอวกาศสามารถจดบันทึกได้ การวิจัยนี้ต้องใช้เวลา
หลายปีและใช้เงินภาษีหลายล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนา
ปากกาที่สามารถเขียนได้แม้อยู่ในสภาวะไร้น้ำหนัก ใน
ขณะที่สหภาพโซเวียตให้นักบินอวกาศใช้ดินสอ”
เรื่องจริงคือ นักบินอวกาศของทั้งสองชาติได้ใช้ดินสอ
ตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว ก็มันช่วงปี 1960-1970 นี่นา ผมยัง
ไม่เกิดเลย หลังจากนั้น NASA ได้สั่งดินสอที่มีกลไก
จาก Houston’s Tycam Engineering
Manufacturing, Inc. ในปี 1965 โดยจ่ายเงินไป
ทั้งหมด $4,382.50 หรือ $128.89 ต่อดินสอหนึ่ง
ด้าม และเมื่อราคานี้ถูกเปิดเผย NASA ก็ถูกประนาม ทำ
ให้ต้องมีการคิดค้นวิธีการใหม่ ๆ อีก
อย่างไรก็ตามดินสอนั้นไม่ใช้ทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะว่า
ไส้ดินสอนั้นเมื่อหักก็จะมีเศษของไส้ดินสอลอยไปยังที่ต่าง ๆ และสามารถทำอันตรายแก่นักบิน
อวกาศและรวมไปถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ นอกจากนั้นดินสอยังเป็นวัสดุที่ติดไฟได้ ทำให้ NASA ต้อง
หลีกเลี่ยงนื่องจากเหตุการณ์เพลิงไหม้ในยานอพอลโล 1
ในที่สุด Paul C. Fisher และบริษัทของเขาได้ประกาศถึงความสำเร็จในการสร้างปากกาซึ่งถูก
เรียกว่า Space pen ทั้งนี้ใช้เงินไปหนึ่งล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 1965) โดยที่ NASA ไม่ได้ให้
เงินวิจัยแม้แต่แดงเดียว ในปี 1965 Fisher ก็ได้จดสิทธิบัตรปากกาที่สามารถเขียนโดยหงายด้าม
ขึ้นและสามารถเขียนได้ในอุณหภูมิในช่วงตั้งแต่ -50 ถึง 400 องศาฟาเรนไฮต์ รวมทั้งใต้น้ำหรือ
ใต้ของเหลวชนิดอื่น(ใครมันจะไปเขียนใต้น้ำอย่างอื่นวะ) แต่ถ้าอุณหภูมิสูงเกินไปหมึกจะเปลี่ยน
เป็นสีเขียวแทนที่จะเป็นสีน้ำเงิน
ในปีเดียวกัน Fisher ได้เสนอปากกา AG-7 “Anti-Gravity” Space Pen กับ NASA ใน
ตอนแรก NASA ก็ยังลังเลด้วยจะเกิดข้อครหาแบบเดิมอีก แต่ในที่สุดหลังจากที่ได้ทดสอบปากกา
จนเป็นที่พอใจแล้ว NASA ก็ตัดสินใจใช้ปากกาดังกล่าวตั้งแต่ปี 1967 เป็นต้นมา
ปากกาดังกล่าวจะไม่เหมือนปากกาลูกลื่นทั่วไป เพราะมันไม่ต้องอาศัยแรงโน้มถ่วงในการส่งผ่าน
หมึก ในหลอดหมึกจะถูกอัดด้วยไนโตรเจนที่ความดัน 35 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ซึ่งความดันนี้จะดัน
ให้หมึกผ่านลูกบอลที่ทำจากทังสเตนที่หัวปากกา
นอกจากนั้นน้ำหมึกก็ยังถูกออกแบบเป็นพิเศษต่างจากปากกาทั่วไป Fisher ใช้หมึกที่คงสภาพเป็น
เจลจนกว่าลูกบอลจะมีการหมุนซึ่งจะทำให้เจลเปลี่ยนสภาพเป็นของเหลว ไนโตรเจนที่ถูกอัดยังทำ
หน้าที่ป้องกันอากาศเข้าไปผสมกับหมึก ดังนั้นหมึกจะไม่ระเหยหรือเปลียนสภาพ
ซึ่งตามรายงานในปี 1968 NASA ได้สั่งปากกาดังกล่าวจำนวน 400 ด้าม เพื่อใช้สำหรับโครงการ
อพอลโล ซึ่งหนึ่งปีถัดไปจากนั้นสหภาพโซเวียตก็ได้สั่งปากกา Fisher จำนวน 100 ด้าม และไส้
สำหรับเปลี่ยนอีก 1,000 ชุด เพื่อใช้ในสถานีอวกาศ Soyuz ในรายงานยังได้กล่าวว่าทั้ง NASA
และองค์การอวกาศโซเวียตยังได้รับส่วนลด 40% ทำให้ทั้งคู่จ่ายเงินเพียง $2.39 ต่อด้ามแทนที่
จะเป็น $3.98
ในโครงการอพอลโลได้กล่าวถึง Space pen ว่าไม่ได้มีไว้เขียนอย่างเดียว แต่นักบินอวกาศใน
ยานอพอลโล 11 ยังได้ใช้ปากกาในการซ่อมก้านสวิตซ์ที่ใช้ในการกลับสู่โลกอีกด้วย
ดังนั้นตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 1960 นักบินอวกาศทั้งอเมริกาและรัสเซียก็ได้ใช้ปากกาของ Fisher
จริง ๆ แล้ว Fisher ได้ผลิต Space pen สำหรับนักบินอวกาศทั้งหมด ซึ่งปากการุ่นใหม่ได้ถูก
เรียกว่า Shuttle Pen และได้ถูกใช้ในกระสวยอวกาศของ NASA รวมทั้งสถานีอวกาศของ
รัสเซียด้วย สุดท้ายถ้าคุณอยากจะใช้ปากกาดังกล่าว คุณไม่จำเป็นต้องขึ้นไปกับยานอวกาศก็ได้
มันมีขายทั่วไปในราคา $50
แปลจาก
ข้อมูลเพิ่มเติม Space Pen
ซึ้อได้ที่ Space Pen จาก Amazon.co.uk
ผล Robocup 2007 สำหรับทีมไทย
ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่ประสบความสำเร็จมากสำหรับทีมไทยครับ Rescue Robot
ทีมจากพระนครเหนือคว้าแชมป์ไปครองเป็นสมัยที่สองติดต่อกัน และทีมจาก
หอการค้าไทยได้ที่สาม น่าชื่นชมมากครับ ส่วนที่ตื่นเต้นสุด ๆ คือ Plasma Z
ที่สามปีที่แล้ว ปีนี้พัฒนาขึ้นมากจนเกือบได้แชมป์ พ่ายจุดโทษจึงได้แค่รองแชมป์
ปีที่แล้วไปดูที่ขอบสนามต้องชมนะครับว่าทีม Plasma Z ของจุฬาฯ เป็นทีมที่มี
ระบบที่ดีมากครับ ปีหน้าน่าจะถึงแชมป์ได้
ส่วนที่น่าเสียดายคือ Humanoid Robot ของบางมด ที่จับฉลากรอบแปดทีม
ไปเจอเต็งแชมป์(ได้รองแชมป์) ซะก่อน ไม่งั้นก็อาจจะได้ลุ้นติดหนึ่งในสี่ ปีหน้า
เอาใหม่ครับ
จะเห็นได้ว่าตอนนี้ทีมไทยมีส่วนร่วมในเวทีโลกถึงสามประเภทด้วยกัน
ที่มาบางส่วนจาก คมชัดลึก เป็นหนังสือพิมพ์ที่น่าชื่นชมจริง ๆ นะ (ในเรื่องนี้) กับ
Humanoid Leaque result
Robocup 2007
ปีที่แล้วนับว่าทีมไทยได้ทำชื่อเสียงไว้มาก ตั้งแต่ได้แชมป์โลกหุ่นกู้ภัยโดยทีมจากพระนครเหนือ
โน่น ส่วนจุฬาฯ ก็คว้าอันดับสามของ Small size league ในขณะที่บางมดก็กู้หน้าจากการคว้า
อันดับสี่จากหุ่นยนต์ Humanoid
ปีนี้จากเยอรมันก็บินลัดฟ้าไปอเมริกา ที่ Georgia Tech ภายใต้ชื่องานว่า Georgia Tech
RoboCup 2007 ATLANTA เมื่อปีที่แล้วมีโอกาสได้ไปเชียร์ถึงขอบสนาม ต้องพูดตามตรงว่า
จัดห่วยมาก งานออกมาเหมือนจัดกันเองดูกันเอง ในขณะที่ปีนี้แนวโน้มดูดี เพราะผู้จัดใช้การ
รายงานผลโดยใช้ Wiki ทำให้ดีใจว่าจะได้ดูผลการแข่งขันแบบรวดเร็วทันใจ เพราะเพียงแค่ทีม
งานคนหนึ่งคนใดรับรู้ผลการแข่งขันมาก็สามารถแก้ไขผลได้ทันที แต่เป็นว่าแม้แต่ตารางการ
แข่งขันก็ยังไม่ออก ห่วยจริง ๆ ไม่เข้าใจว่ากะอีแค่มีทีมงานที่ดูสนามแข่งขันต่าง ๆ ของทางเจ้า
ภาพแค่สองคนต่อสนามแล้วคอยป้อนอะไรต่อมิอะไรลงเว็บเนี่ยมันยากนักหนาหรือคิดกันไม่ออก
Georgia Tech มันน่าจะมีนักศึกษาหลักหมื่น กะอีแค่เกณฑ์มาซักห้าสิบคนมันไม่ได้เชียวหรือ
จะว่าไปไม่เคยเห็นการจัด RoboCup ครั้งไหนประสบความสำเร็จในด้านการรายงานผลการแข่ง
ขันเลยแม้ซักครั้งเดียว ห่วยจริง ๆ





