ผู้ใหญ่บ้าน Hamburg

someone in Hamburg who try to be expert in something

Archive for the ‘ปาีรีส’ Category

เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 5 หอไอเฟล

with 2 comments

อ่านตอนก่อนหน้าได้ที่

  1. เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 1 ก่อนออกเดินทาง
  2. เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 2 กระเป๋า
  3. เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 3 สนามบิน
  4. เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 4 รถเมล์กับโรงแรม

สายลมอ่อน ๆ พัดพาละอองฝนเม็ดเล็กมาปะทะใบหน้าของพวกเราอยู่ตลอดเวลา ความหนาวเหน็บ
ในช่วงฤดูที่เอาแน่เอานอนไม่ได้อย่างฤดูใบไม้ผลิเดือนพฤษภาคมนี้ สร้างปัญหาให้กับนักเดินทาง
เป็นอย่างมาก อาทิตย์ก่อนหน้ายุโรปยังร้อนราวกับฤดูร้อนในกรุงเทพฯ แต่นะเวลานี้อุณหภูมิมิเคย
จะก้าวให้พ้นเลขสิบห้า แม่น้องนีรบ่นอุบกับความไม่แน่นอนนี้ เพราะเธอเตรียมตัวที่จะมาอยู่ภายใต้
แสงแดดและความอบอุ่นอันงดงามในปารีส ในขณะที่ผมไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย ตลอดห้าวันผม
จึงมีเพียงเสื้อแจ็คเก็ตบาง ๆ เพียงตัวเดียวสำหรับการเที่ยวตะลอนตลอดห้าวัน แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้
เตรียมตัวเตรียมรับสภาพไว้แล้วก็คือ การเติบโตของน้องนีร ทุกครั้งที่เราพาน้องนีรเที่ยวไปยัง
สถานที่แปลกใหม่ เขาจะตื่นตาตื่นตัวและโตขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ และครั้งนี้เด็กน้อยก็ไม่พลาด
ที่จะทำให้เราประหลาดใจอีกครั้ง

ผมรับหน้าที่ดูแลกระเป๋าสตางค์ ในขณะที่เอกสารสำคัญต่าง ๆ ถูกเก็บไว้อย่างดีในห้องพักของ
โรงแรมที่มีบริการตู้นิรภัยขนาดย่อมไว้ให้ ส่วนแม่น้องนีรรับหน้าที่เข็นรถเข็นและได้นำหน้าไปไกล
แล้ว เพื่อนน้อยทำหน้าที่นำทางและแนะนำสิ่งต่าง ๆ ที่ควรรู้ และที่แรกที่เราจะไปกันก็คือหอไอเฟล

หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคปัจจุบัน และวันนี้ก็เป็น
สัมผัสแรกของครอบครัวเราต่อรถไฟใต้ดินที่ได้ชื่อว่าเก่าแก่
ที่สุดในโลก สถานี Porte de La Chapelle นับได้ว่าเป็น
สถานีปลายทาง ที่รถไฟใต้ดินสายสิบสองจะมาสิ้นสุดที่นี่ ถึง
แม้จะเป็นสถานีใหญ่แต่ทางขึ้นลงก็แคบและไม่มีบันไดเลื่อน
เราต้องช่วยกันยกรถเข็นซึ่งบรรทุกเจ้าตัวน้อยแต่หนักลงไป
สู่ใต้ดินที่มีแสงเพียงสลัว ๆ เมื่อถึงเขตที่กั้นคนไม่มีตั๋วไม่ให้
ผ่านเข้าไปขึ้นรถไฟใต้ดิน เราก็พบกับปัญหาแรก รถเข็นใหญ่
เกินไปไม่สามารถเข็นผ่านช่องไปได้ ทั้งยัดทั้งดันช่องที่
เหมือนว่าจะไปได้แต่มันก็ไปไม่ได้ มีชาวปารีสพยายามบอก
เราว่าให้ไปติดต่อเจ้าหน้าที่อีกด้านหนึ่งที่ห่างออกไปและอยู่
คนละชั้น ด้วยความไม่เข้าใจวิธีการเท่าไหร่นัก เราก็เลยใช้วิธียก
รถเข็นข้ามไปเลย โดยให้คนอีกฝั่งขวางแผงกั้นด้านบนเอาไว้และคอยรับรถอีกฝั่ง ซึ่งก็ผ่านไป
ได้ด้วยดีแต่ไม่น่าดูนัก เมื่อผ่านประตูไปได้ ก็ต้องยกเจ้าตัวน้อยลงบันไดไปอีกขั้น ก่อนที่พวก
เราจะพากันไปนั่งหอบอยู่บนรถไฟสีเขียวสายสิบสอง ซึ่งบ่ายแก่ ๆ วันเสาร์ผู้คนไม่มากนัก มีที่
ว่างพอให้ผู้ใหญ่สามคนนั่งพักเหนื่อยได้อย่างสบาย ถึงตรงนี้สองสาวเพื่อนซี้ก็นั่งปรึกษาเส้น
ทางรวมถึงสถานีแรกที่จะลงด้วย ในช่วงเวลาดังกล่าวผมก็เลยใช้พักผ่อนไปในตัว และดูเหมือน
ว่าจะนั่งหลับ

จุดแรกที่เราจะไปนั้นคือ Palais de Chaillot เมื่อถึงสถานที่ดังกล่าว ด้วยความใหญ่โตทำให้
เราหามันไม่เจอ ทั้ง ๆ ที่เรากำลังยืนอยู่ตรงนั้น และมีสิ่งที่น่าสนใจกว่าคือหอไอเฟล หอโลหะตั้ง
สูงตระหง่านอยู่เบื้องหน้า มีผู้คนมากหน้าหลายตาหลายเชื้อชาติพยายามที่จะเก็บภาพประทับใจ
นั้นไว้ในแผ่นพลาสติกเล็ก ๆ ที่ภายในเต็มไปด้วยทรายที่ผ่านกรรมวิธีบางอย่างแล้ว ตรงจุดนี้เอง
ที่เราได้เห็นความน่าสะพรึงกลัวภายใต้ความสวยงาม ขณะที่เรา ผม เพื่อนน้อย และเจ้าตัวเล็ก
กำลังบรรจงถ่ายภาพแม่ของเจ้าน้องนีรอยู่นั้น รอบข้างก็เต็มไปด้วยนักขายผิวสีเข้ม พยายาม
เสนอขายของที่ระลึกในรูปแบบต่าง ๆ ในราคาที่ลดแหลกแจกแถม ทันทีที่แสดงความสนใจ
เพียงแค่การชายตามอง ฝูงมนุษย์ก็ตรงรี่เข้ามาเสนอขายสิ่งของที่ไม่อยากซื้อในทันที กว่าที่จะ
ได้รูปและฝ่าฝูงนักขายมาได้ ก็เล่นเอาเหนื่อยเลย พวกเราเลยตัดสินใจหนีออกจากบริเวณนั้น
ให้เร็วที่สุด ระยะทางจาก Palais de Chaillot ไปยังหอไอเฟลนั่นไม่ไกลนัก แต่ก็เต็มไปด้วย
ผู้คนและสิ่งสวยงาม และแล้วเจ้าตัวน้อยก็ได้เห็นสิ่งที่เขาเสาะหามานาน

สิ่งที่น้องนีรมองเห็นแต่ไกลนั้น มันคือม้าหมุน ม้าที่ไม่น่าพิศมัยเลยสำหรับผู้ใหญ่แต่เป็นม้าใน
ดวงใจของน้องนีร ระยะทางกว่าร้อยเมตรถูกร่นเวลาลงด้วยขาน้อย ๆ สองข้าง ที่เลื่อนสลับกัน
ไปตามจังหวะที่โหยหาของหัวใจดวงเล็ก และเงินสองยูโรก็ล่องลอยออกจากกระเป๋าพ่อของเขา
อย่างรวดเร็ว แม่น้องนีรก็ได้ทำหน้าที่แม่ที่แสนดีอีกครั้ง โดยการสละสาวไปเป็นเด็กอีกครั้งก็
เพื่อความปลอดภัยของลูกนั่นเอง คนเป็นพ่อก็ได้แต่ยืนหัวเราะอยู่ข้างล่าง ยังดีที่น้องนีรเป็น
เด็กที่รู้จักพอ รอบเดียวก็ถือว่าเต็มอิ่มในวันนั้น และยอมทำหน้าที่ลูกที่ดีเดินนำหน้าพ่อแม่ไปสู่
หอไอเฟล ต่อไป

หลายคนอาจจะคิดว่าเมื่อถึงหอไอเฟล แล้วก็ควรจะขึ้นไปข้างบน แต่สำหรับเราแล้วมันเป็นเรื่อง
ที่เกินกำลัง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าน้องนีร หรือแถวที่ต่อยาวเหยียด ที่ดูเหมือนว่าเวลาจะถูกหยุดไว้
แถวก็เลยมีระยะคงที่ เราจึงใช้เวลากับหอไอเฟล แค่ข้างล่าง และระยะที่ห่างออกไป ที่ฝรั่งเศส
คงมีเหตุให้ต้องกลัวการก่อการร้ายพอสมควร นอกจากถังขยะโปร่งใสแล้วยังมีทหารติดอาวุธ
คอยดูแลรักษาความสงบอยู่โดยรอบ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าปืนกลขนาดกลางจะทำอะไรผู้ก่อการ
ท่ากลางฝูงชนได้ เมื่อเต็มอิ่มใต้หอไอเฟลแล้วพวกเราก็เดินไปยังสนามหญ้าข้างหลัง พร้อมกับ
ควักหมูทอดออกมาป้อนน้องนีรที่กำลังขะมักเขม้นกับการถ่ายภาพ ส่วนผู้ใหญ่ที่เหลือก็แสดง
อาการเหนื่อยล้าออกมาอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อได้เวลาเราก็พากันย้ายก้นไปยังที่ใหม่ ๆ บ้าง เป้าหมายเราคือประตูชัยนั่นเอง ระหว่างทาง
น้องนีรก็ได้ถึงปารีสเป็นคนแรก โดยเหยียบกับระเบิดเข้าอย่างจัง คงนึกภาพกันออกนะครับว่า
พ่อของเขาที่ต้องเช็ดอุจจาระสุนัขออกจากรองเท้าลูกมันเป็นอย่างไร ด้วยความอ่อน
ประสบการณ์และขาดอุปกรณ์ การแคะอึออกจากรองเท้าลูกจึงไม่หมดในทีเดียว การเดินทาง
จากหอไอเฟลไปยังประตูชัยนั้นไกลโขอยู่ กว่าจะถึงเราได้เจอเหตุการณ์หลายหลากทั้งน่าตื่น
เต้นและน่าประทับใจ ไว้จะเล่าให้ฟังตอนหน้า

Written by tsvhh

มิถุนายน 5, 2007 at 10:49 am

บันทึกโพสใน ปาีรีส, เที่ยว

เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 4 รถเมล์กับโรงแรม

with one comment

อ่านตอนก่อนหน้าได้ที่

  1. เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 1 ก่อนออกเดินทาง
  2. เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 2 กระเป๋า
  3. เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 3 สนามบิน

ที่แท้เจ้าหนุ่มใหญ่คนนั้นก็พึ่งมาจากกรุงเทพฯ นั่นเอง พอเห็นคนไทยเข้าก็ตื่น ๆ เราเองก็ดีใจไม่ใช่น้อย
ที่เห็นคนที่พึ่งมาจากเมืองไทย อย่างน้อย ๆ ก็มั่นใจได้ว่าเจ้าคนนี้ต้องพูดภาษาอังกฤษได้ แม่น้องนีร
ไม่พูดพร่ำทำเพลง เข้าไปทักทายว่าพึ่งมาจากกรุงเทพฯ เหรอ (แม่น้องนีรรู้ได้จากป้ายที่ติดที่กระเป๋าเดิน
ทางที่เขียนว่า BKK) คุยกันได้สองสามคำเราก็ถามว่าจะไป Porte de La Chapelle เนี่ยรอที่ป้าย
นี้ใช่ไหม แล้วนั่งรถสายอะไร ยังไม่ทันจะตอบก็มีรถเมล์สาย 351 มาจอด ไอ้หนุ่มนั่นก็กระโดดขึ้นรถ
ไปเลยหล่ะ เราก็เลยตะโกนถามว่าแล้วเราไปได้ไหม พ่อหนุ่มก็พยักหน้ารับคำอย่างมั่นใจสุด ๆ ว่าไปได้
ผมทำหน้าที่ไปซื้อตั๋วในขณะที่แม่น้องนีรเอารถเข็นขึ้นรถที่กลางคันรถ โดยส่งภาษากับคนขับว่าตั๋วสองใบ
ไป Porte de La Chapelle ด้วยความมั่นใจสุดขีด คนขับก็ตอบด้วยความมั่นใจสุดขีดโดยการส่าย
หน้าแล้วบอกว่าไม่ ไม่ ให้รอรถบัสคันต่อไป เป็นอันว่าการขึ้นรถเมล์ในปารีสหนแรกของเรานั่นใช้เวลา
ไม่ถึงนาทีก็ต้องลงแล้ว ไอ้หนุ่มนั่นหันมาทำหน้าสำนึกผิดกับเราเล็กน้อย ก่อนที่รถเมล์สาย 351 จะวิ่ง
ออกไปพร้อมกับคำด่าเล็กน้อยติดไปกับไอ้หนุ่มปารีสคนนั้น

หลังจากนั้นประมาณสิบหน้านาที รถเมล์สาย 350 ก็ตีรถเปล่ามารับเราที่ป้าย ตรงตามเวลาที่เขียนไว้
ในตารางเดินรถพอดิบพอดี (เรามาดูป้ายทีหลัง แล้วใช้วิธีฟันธงว่ามันต้องเป็นตารางไหน) เมื่อผมซื้อตั๋ว
โดยจ่ายเป็นแบ็งค์ยี่สิบยูโร ได้รับมาเป็นตั๋วสี่เหลี่ยมใบเล็ก ๆ สีม่วงสี่ใบและแน่นอนเงินทอนไว้นับทีหลัง
ตามภาษาผู้ชาย ก่อนที่จะไปสมทบกับแม่น้องนีรผมก็ต้องปั๊มตั๋วกับเครื่องข้าง ๆ คนขับสำหรับตั๋วทั้งสี่ใบ
ก่อน เมื่อนับเงินทอนแล้วปรากฎว่าเราจ่ายไปแค่ 5 ยูโรสี่สิบเซ็นต์ แม่น้องนีรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เพราะนั่น
ทำให้เราประหยัดเงินได้มากทีเดียว (ตั๋วรถไฟ RER เข้าตัวเมืองปารีส เที่ยวละ 8 ยูโรต่อคน) เรานั่ง
สบายอารมณ์กันอยู่นาน ในขณะที่น้องนีรก็นั่งมองออกไปนอกหน้าต่างอยู่ในรถเข็นอย่างสงบ คงตื่นเต้น
ไม่น้อยกับความแปลกใหม่รอบข้าง เส้นทางจากสนามบินไปยังตัวเมืองปารีสนั้นต้องขอบอกว่าแย่เอา
มาก ๆ ทั้ง ๆ ที่เป็นทางราบ แต่เราก็รู้สึกเหมือนกำลังขึ้นเขาไปน้ำตกทีลอซูอย่างไงอย่างงั้นเลย ทุก ๆ
ห้านาทีคนขับจะต้องเลี้ยวรถเป็นรูปตัวเอสวกไปวนมา เลี้ยวทีรถเอียงวูบชวนให้ปล่อยข้าวเช้าออกมา
ทุกที ถึงตอนนี้เราก็ดีใจที่บนเครื่องเราได้รับอาหารว่างไม่ใช่อาหารเช้า เวลาได้ผ่านไปแล้วครึ่งชั่วโมง
แต่ก็ยังมีอยู่สองอย่างที่ไม่เปลี่ยน คือทั้งรถมีเราเพียงสามคนพ่อแม่ลูก และคนขับก็ยังขับรถเป็นตัวเอส
ทุก ๆ ห้านาทีเหมือนเดิม ผมหันไปพูดกับแม่น้องนีรว่า นี่เหมือนคนขับรถเมล์เขาตีรถเปล่าไปรับเราเลย
นะเนี่ย  แม่น้องนีรยิ้มโดยเหมือนกับจะบอกว่านี่ฉันต้องดีใจหรือเสียใจดีหล่ะเนี่ย

ในที่สุดรถเมล์ก็เข้าสู่ตัวเมืองซะที ทุ่งนาและป่าเขาก็หายไป เริ่มมีตึกโผล่ออกมาให้เห็นปะปราย จาก
รถโล่ง ๆ ตอนนี้กลายเป็นว่ามีฝูงชนที่ทยอยขึ้นรถมาเรื่อย ๆ แล้วจากรถเมล์ก็กลายเป็นปลากระป๋องใน
ที่สุด เมื่อคนแน่นและก็ใกล้เวลาจะต้องลงแล้วแต่รถเมล์ยังวิ่งอยู่บนซุปเปอร์ไฮเวย์อยู่เลย ก็ทำให้เรา
อดตกใจไม่ได้ แต่โชคดีที่รถเมล์ในประเทศฝรั่งเศสจะมีข้อมูลบอกป้ายที่จอดติดอยู่ตลอดตัวรถ เราก็เริ่ม
มองที่ป้ายข้างทางว่าเป็นป้ายอะไร แล้วก็เอามาเทียบกับป้ายบนรถเมล์ เมื่อรู้ป้ายที่แน่นอน เราก็เลย
ได้นั่งสงบอยู่ในกระป๋องต่อไป พอถึงป้ายก่อนสุดท้าย เราก็ทำใจดีลุกขึ้นเพื่อเตรียมลง ที่ไหนได้รถเมล์
เลี้ยวออกซุปเปอร์ไฮเวย์อีกครั้ง กว่าจะถึงที่หมายก็กินเวลาไปอีกเกือบสิบนาที

Porte de La Chapelle เป็นป้ายรถไฟใต้ดิน
ป้ายสุดท้ายของปารีสเหนือ และยังเป็นจุดตัดของ
ถนนใหญ่หลายสาย จุดที่เราลงรถในแผนที่จะเห็น
เป็นรูปตัว M ซึ่งเป็นจุดลงรถไฟใต้ดิน ส่วนโรงแรม
Suite นั้นในแผนที่จะเป็นรูปสี่เหลี่ยมสีเลือดหมู
มีขีดสีเหลืองสามขีดที่ไม่สวยเอาเสียเลย เรามอง
เห็นโรงแรมอยู่ลิบ ๆ แล้ว แต่ยังไม่รู้จะไปอย่างไร เพราะมีถนนใหญ่ไขว้กันเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวขวางอยู่
ทางข้ามถนนก็ไม่มี เราตัดสินใจข้ามถนนไปยังฝั่ง
เดียวกับโรงแรมก่อน แล้วค่อยหาทางข้างทางไป
ยังโรงแรมอีกที ข้างถนนจุดที่กำลังงงและเสี่ยงที่
จะหลงทางอยู่นั้น จะด้วยบุญของเจ้าน้องนีรหรือ
พ่อมันก็ไม่รู้ มีสาวหน้าตาจิ้มลิ้มจูงจักรยานข้ามถนน
มาพอดี ไม่ได้มาให้เราถามทางหรอก แต่ทำให้เรารู้
ว่าถ้าจะไปโรงแรมก็ต้องไปตามทางจักรยานนี่แหละ แต่อย่างไรก็ตามถึงจะเป็นทางจักรยานมันก็เป็นทาง
จักรยานที่อันตรายเอาการอยู่ เพราะไม่มีสัญญาณไฟและพาดผ่านจุดตัดของถนนสองเส้น ไม่มีทางเลือกเรา
เข็นรถเข็นและลากกระเป๋าไปตามทางจักรยาน ลอดใต้สะพานและข้ามทางม้าลายอีกสองแห่งก็ถึงโรงแรม
เดินไปเราก็บ่นกันไปว่าที่นี่สกปรกและมั่วไปหมด ไม่ได้ดีไปกว่ากรุงเทพฯ เลย ผู้คนก็ไม่ค่อยมีระเบียบวินัย
แม้แต่การข้ามถนนตรงทางข้าม

โรงแรม Suite จะต้องอ่านออกเสียง ซู อีด พูดเร็ว ๆ ก็จะกลายเป็นสวีทไป สภาพโรงแรมด้านหน้านั้น
ไม่ค่อยดีนัก ติดถนนและแคบ ห้องโถงก็ไม่โล่ง ทำให้เราเริ่มรู้
สึกว่าโรงแรมสามดาวแห่งนี้จะแย่เหมือน ๆ กันที่เราเคยเจอมา
แต่เมื่อเราถึงห้องพักแล้วก็ผิดคาด ด้วยราคาห้องแค่ห้าสิบหก
ยูโรที่มีทุกอย่างครบครัน ทั้งเครื่องทำน้ำร้อน ตู้เย็น ไมโครเวฟ
โทรทัศน์ที่มีช่อง Sky TV ภาษาอังกฤษ ห้องน้ำใหญ่ที่มีทั้ง
อ่างอาบน้ำและห้องอาบน้ำ ในขณะที่มีห้องปลดทุกข์แยกออก
ไปอีกห้อง ทุกห้องมีอ่างล้างมือพร้อม  ทำให้การพักสี่คนไม่มี
ปัญหา โรงแรมมีบริการน้ำดื่มและชา กาแฟ พร้อมแก้วให้ฟรี
พอดื่มหนึ่งครั้งสองคน แต่สิ่งที่จำเป็นมากแต่ที่โรงแรมไม่มีก็คือ
ทีล็อกประตูห้องอาบน้ำ อย่าว่าแต่ที่ล็อกเลย ประตูก็เป็นบาน
พับ มีช่องใหญ่ตรงกลางเพียงพอให้ส่องเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้
อ่างอาบน้ำก็ไม่มีม่านปิด มารู้ทีหลังจากเพื่อนน้อยว่าโรงแรมที่
ฝรั่งเศสส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้

เวลาผ่านไปอีกราว ๆ ครึ่งชั่วโมงเพียงพอให้ผมหลับพร้อมกับเจ้าตัวน้อยได้หนึ่งตื่น เพื่อนน้อยของแม่น้อง
นีรก็มาถึง เธอไม่มามือเปล่า แต่มาพร้อมกับกระเป๋าเสบียงสี่มิติ ที่เต็มไปด้วยข้าวสารอาหารแห้งและขนม
ที่สำคัญคือหมูทอด และที่นึกไม่ถึงคือน้ำพริกกะปิพร้อมเครื่องเคียง ได้ความว่าเนื่องจากจะไม่อยู่ที่พักตั้งสี่
วัน ของในตู้เย็นจึงถูกนำมาด้วยทั้งหมด และเราทั้งสามคนกับเจ้าตัวน้อย ก็จัดการข้าวหมูทอด แกล้ม
น้ำพริกกะปิจนอิ่มแปร้ และก็ร่วมยินดีกับแมนยูฯ ที่สามารถเอาชนะแมนซิตี้ได้ 1-0 ใกล้แชมป์เข้าไปทุก
ขณะ นับเป็นข่าวดีมากสำหรับผมก่อนที่จะไปท่องบ่ายในมหานครปารีสต่อไป

อ่านตอนถัดไปได้ที่

  1. เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 5 หอไอเฟล

Written by tsvhh

มิถุนายน 2, 2007 at 10:41 pm

บันทึกโพสใน ปาีรีส, เที่ยว

เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 3 สนามบิน

with 4 comments

อ่านตอนก่อนหน้าได้ที่

  1. เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 1 ก่อนออกเดินทาง
  2. เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 2 กระเป๋า

และแล้ววันเดินทางก็มาถึง พวกเราต้องตืนแต่เช้าก่อนพระอาทิตย์ฤดูร้อนจะขึ้น นั่นคือประมาณตีสี่
ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเอง รวมทั้งเจ้าน้องนีรที่หลับตามหน้าที่ หลังจากเตรียมตัวเสร็จก็ออกเดิน
ทางขึ้นรถบัส ลงรถไฟ ลงรถไฟอีก แล้วก็ขึ้นรถบัส ไปถึงสนามบินโดยสวัสดิภาพ การเช็คอินไม่มี
ปัญหาอะไร ตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ถูกเช็คผ่านตู้ที่มีเจ้าหน้าที่คอยบริการ ซึ่งทำได้ถึงแม้ว่าเราจะต้อง
การเอารถเข็นเด็กลงท้องเครื่องบินก็ตาม เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกอย่างดี ภาพเดิมสมัยที่ต้อง
กลับเมืองไทยกันสามคนพ่อแม่ลูก โดยลูกชายวัยซนสนใจแต่การวิจัยสิ่งรอบข้างก็เกิดขึ้นอีก คราว
นี้เราเตรียมตัวดี โดยรีบไปที่ประตูสู่เครื่องบินให้เร็วที่สุดก่อนที่เจ้าตัวน้อยจะมีแรงลุกขึ้นมา การ
ตรวจของขึ้นเครื่องบินยามนี้ต้องบอกว่าเคร่งมาก ถึงแม้เราจะเตรียมตัวอย่างดีแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ยัง
ตรวจอย่างละเอียด มีการส่งกลับถุงนมมาตรวจสอบสิ่งที่อยู่ภายในเนื่องจากเอ็กเรย์แล้วไม่เห็น
อะไรนอกจากถุง กระเป๋าถูกค้นควักโดยเจ้าหน้าที่อย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย กว่าจะผ่านได้ก็
หลายนาทีอยู่

การรอขึ้นเครื่องประมาณหนึ่งชั่วโมงสร้าง
ความน่าเบื่อพอประมาณ แต่โชคดีที่ที่พัก
ผู้โดยสารของสนามบินในเยอรมันดีมาก ๆ
(ไว้จะบอกทีหลังว่าไปเจออะไรแย่ ๆ ที่ปารีส
บ้าง)  ผู้โดยสารไม่ต้องนั่งสับสนว่าจะไปรอ
ที่ไหน ป้ายบอกเที่ยวบินก็ชัดเจน เมื่อขึ้น
เครื่องเราก็ฝากรถเข็นไว้กับเจ้าหน้าที่ที่
หน้าประตูเครื่องบิน แล้วก็เข้าประจำที่นั่ง
สิ่งที่แตกต่างจากการเดินทางกลับเมืองไทย
คราวที่แล้วคือ น้องนีรเสียค่าโดยสารเต็มก็
เลยมีที่นั่งเฉพาะ และเราก็ได้นั่งที่นั่งแถวสามคนทำให้จะขยับเขยื้อน ลุกสนุกนั่งสบาย จะไปไหนก็
ไม่ต้องนัดแนะกัน และคอยรบกวนคนที่นั่งข้าง ๆ ตลอดเที่ยวบิน และทันทีที่นั่งเรียบร้อยแล้วเจ้าหน้าที่
ก็เอาของเล่นมาไว้ให้เราหลอกล่อน้องนีร ซึ่งจำเป็นมากเพราะเด็กวัยซนจะต้องนั่งอยู่ในที่ ๆ กำหนด
ชั่วโมงกว่า ๆ

อีกอย่างหนึ่งที่ดีกว่าสำหรับสายการบินราคาไม่ถูกนักอย่าง Lufthansa ก็คือมีอาหารว่างที่เราจงใจ
เรียกว่าอาหารเช้าบริการนอกเหนือจากเครื่องดื่มตามปกติ คือมีขนมปังแข็ง ๆ ประกบแฮม เสิร์ฟพร้อม
ช็อกโกแล็ตแท่งในซองพลาสติกพอกิน มันก็พอที่จะลดความหิวลงได้บ้าง เจ้าน้องนีรปฏิเสธของกิน
บางอย่าง ทำให้พ่อเขาต้องรับของกินเหล่านั้นมาด้วยความเต็มใจอย่างยิ่ง

สนามบิน Charles de Gaulle สนามบินนานาชาติที่ใหญ่อันดับหนึ่งในยุโรปในแง่ของจำนวน
เที่ยวบิน ซึ่งนอกจากจะใหญ่ เก่า แล้วยังโทรมอีกด้วย มีหลายสิ่งหลายอย่างที่สร้างและออกแบบ
ได้ประทับใจสำหรับผู้ที่มาเยือนอย่างยิ่ง กล่าวคือถ้าเลือกได้ก็ไม่ขอมาอีก แต่ถ้าพูดถึงความงงแล้วก็ยัง
ดีกว่าสนามบิน Frankfurt แห่งชาติเยอรมันนิดหน่อย ความประทับใจแรกก็คือไม่มีเจ้าหน้าที่เอารถเข็น
เด็กมาให้ที่ประตูทางออกเครื่องบินแต่อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ ๆ สนามบินไหนเขาก็ทำกัน ด้วยความสงสัยเรา
ก็เลยถามเจ้าหน้าที่ว่ารถเข็นเด็กเราอยู่ไหน  ทั้งสองเจ้าหน้าที่ทำหน้างง ๆ พร้อมชี้ไปทางโน้นแบบ
ส่งเดช ไม่มีทางเลือกเราก็เดินไปตามทางที่มี
ป้ายบอกทางไปรับสัมภาระ ผ่านทางเลื่อนที่ต้อง
ลงแล้วก็ขึ้นซึ่งแทนที่จะทำให้เป็นระนาบเดียวกัน
(เราจะพบทางเดินที่มีลักษณะแบบนี้ได้อีกในทุก ๆ
ที่ เช่นทางเดินในชานชลารถไฟใต้ดิน)  เราผ่าน
บรรไดเลื่อนที่เป็นทางราบที่น่าตื่นตาตื่นใจ และ
มาถึงจุดรับของที่ยืนยันว่าเที่ยวบินของเราจะส่ง
ของมาที่นี่ กว่ากระเป๋าของเที่ยวบินที่เรานั่งจะมา
ถึง ก็กินเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง ซึ่งนับว่าผิดแผน
อย่างมาก โดยแผนแล้วเราต้องการจะออกจาก
สนามบินในทันทีที่มาถึง ไม่งั้นก็ไม่ต้องแบก
กระเป๋าขึ้นเครื่องให้เหนื่อยทำไม และแล้วเวลาที่น่าปิติก็มาถึง สัมภาระจากเครื่องบินของเราก็มาถึง ผู้คน
รอบข้างเริ่มทยอยรับกระเป๋าไปทีละคนสองคน และเวลาที่น่าตกใจก็มาถึง สายพานหยุดแล้วแต่ไม่มี
รถเข็นของน้องนีร เราสอบถามกับเจ้าหน้าที่ด้วยภาษามือปนภาษาที่เจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจ เขาชี้ที่ป้าย
บอกว่าการลำเลียงของมานั้นยังไม่ครบถ้วนให้อดใจรออีกหน่อย ก็ยังดีที่มีคุณยายแก่ ๆ อีกคนยังคงยืน
รอของเป็นเพื่อนเราอยู่ ทำให้เราไม่ต้องตัดสินใจเด็ดเดี่ยวไปหาของยังสำนักงาน สักพักเจ้าหน้าที่คนนั้นก็
หายอีกไปปล่อยให้เราสองคนพ่อแม่กังวลใจยิ่งขึ้น ถึงเวลานี้เจ้าน้องนีรก็เริ่มรู้ตัวว่าเขาอยู่ในระเบียบนาน
เกินไปแล้ว กระเป๋าเดินทางที่หนักราว ๆ สิบเอ็ดกิโลก็เป็นเหยื่อรายแรก และเมื่อรออีกประมาณสิบนาที
เจ้าหน้าที่คนเดินกลับมาพร้อมกับรถเข็นของน้องนีรและรถเข็นของคุณยาย จะด้วยเหตุและผลใด ๆ ก็ตาม
เราและคุณยายก็ยังอดดีใจกับการได้ของรักกลับคืนมาไม่ได้

ตามแผนพ่อเราควรจะนั่งรถ RER ไปยังโรงแรมที่พัก แต่แม่น้องนีรยืนยันว่าอย่างไรก็ต้องมีรถบัสไปยัง
ใจกลางเมืองปารีสแน่ ๆ และค่าโดยสารจะต้องถูกกว่า (ค่ารถไฟ RER จากสนามบินไปใจกลางปารีส
ราคาประมาณ 8 ยูโรต่อเที่ยวต่อคน) หลังจากที่สอบถามกับเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้วว่าเราสามารถนั่ง
รถบัสสาย 350 ไปถึง Porte de La Chapelle (อ่านว่า พอร์ต เดอ ลา ชาแพล) ได้ เราก็เดินผ่าน
ทางเดินในสนามบินที่ไม่วกแต่วนไปยังทางออก
ที่ยี่สิบ แล้วก็หาทางออกไปท่ารถบัสอีกหลาย
สิบนาที เมื่อไปถึงป้ายรถบัสซึ่งก็เหมือนกับที่
เยอรมันคือมีป้ายบอกเวลาที่ชัดเจน ทั้งวันธรรมดา
วันหยุด แต่เราก็พลาดจนได้ เพราะวันที่เราไปถึง
เป็นเช้าวันเสาร์ ทั้ง ๆ ที่เราสามารถอ่านป้ายที่
เราจะไปลงได้ถูกต้อง แต่เราไม่รู้ว่าวันเสาร์ใน
ภาษาฝรั่งเศสเขียนว่าอย่างไร และในสภาพที่
หนาวเหน็บอย่างคาดไม่ถึง รวมทั้งมีฝนพรำ ๆ  ก็
ทำให้การหาคำตอบของคำถามที่ไม่ได้เตรียมคำ
ตอบไว้ของสามคนพ่อแม่ลูกไม่สนุกเอาซะเลย
และในขณะที่สาระวนกับการหาคำตอบอยู่นั้น ก็มีหนุ่มใหญ่ชาวฝรั่งเศสข้าง ๆ ยืนเก้ ๆ กัง ๆ น่าสงสัย
อยู่ที่ป้ายรถเมล์เดียวกัน

อ่านต่อถัดไปได้ที่

  1. เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 4 รถเมล์กับโรงแรม

Written by tsvhh

พฤษภาคม 25, 2007 at 10:58 am

บันทึกโพสใน ปาีรีส, เที่ยว

เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 2 กระเป๋า

with 2 comments

อ่านตอนก่อนหน้าได้ที่

  1. เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 1 ก่อนออกเดินทาง

ก่อนออกเดินทาง ปารีสเป็นมหานครที่มิได้อยู่ในใจ
เลยสักนิด คิดว่าก็คงคล้าย ๆ กันกับที่อื่น มีดีตรงนี้
เป็นแหล่งเครื่องสำอางชั้นดีราคาถูก และกระเป๋าชื่อ
ดัง

ผมเริ่มเห็นถึงปัญหาของเจ้าตัวน้อย ตั้งแต่คราวที่ไป
เยี่ยมเพื่อนสนิทที่ Mannheim และมีโอกาสได้แวะ
ไปเที่ยวปราสาทเก่าที่ Heidelberg ก่อนกลับบ้าน
เจ้าตัวน้อยวัยสอดรู้สอดเห็นที่นอกจากจะสอดรู้สอด
เห็นไปซะทุกเรื่องแล้วเที่ยวนี้ยังถือโอกาสป่วย ทำให้
กำลังในการต่อต้านความยับยั้งชั่งใจน้อยลงไปถนัด
ตา ทุก ๆ ครั้งที่กล้องคู่ใจที่ถูกใช้มาแล้วสามปีถูกดึงออกจากกระเป๋ากล้อง เจ้าตัวน้อยเป็นต้องร้องของมี
ส่วนร่วมในการเป็นผู้บันทึกภาพ หาได้เป็นผู้ถูกบันทึกอย่างที่เคยเป็นมา นี่คือปัญหาแรกคือโอกาสถ่ายรูป

จะน้อยลงไป ถ้ายังคงใช้กล้องตัวเดียว กล้องโซนี P10 ที่ทนยังกะแรดและถ่ายภาพยังสวยเมื่อแสงแดดเป็น
ใจ มันมีแท่งหน่วยความจำขนาด 256 MB และ 32 MB โดยปกติจะถูกตั้งให้ถ่ายที่สามล้านพิกเซล ถ่าย
อย่างเก่งก็ได้แค่สองวัน การไปเที่ยวห้าวันห้าคืนจึงต้องหาอุปกรณ์เสริม แต่ด้วยความที่ผมเห็นว่าราคาการ์ด
หน่วยความจำชนิดอื่นขนาด 2 GB หาซื้อได้ทั่วไปแค่ 16-20 ยูโรเท่านั้น การลงทุนเพื่อซื้อแท่งหน่วย
ความจำเฉพาะยี่ห้อของโซนี ดูจะเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย นี่คือปัญหาที่สอง ผมได้ใช้เวลาที่
เหลือหนึ่งเดือน ทุก ๆ ครึ่งวันในการสืบเสาะหากล้องขนาดเล็กที่คุ้มค่า และราคาต้องไม่เกินสามร้อยยูโร ที่
สำคัญมันต้องใช้ SD-card

และระยะเวลาหนึ่งเดือนกับเงินสามร้อยยูโรก็ไปจบลงที่ canon IXUS 800 กล้องชนะเลิศของปีที่แล้ว
ซึ่งกว่าจะได้ก็ปาเข้าไปวันพุธของอาทิตย์เดียวกับวันเสาร์ที่ต้องออกเดินทางแล้ว การแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้
นอกออกจะคุ้มค่าในแง่หนึ่งและไม่คุ้มค่าในแง่หนึ่ง กล่าวคือเรามีกล้องที่ไม่ล้าสมัยนัก และคุณภาพดีกว่า
กล้องตัวเก่า มีหน่วยความจำเหลือเฟือเพียงพอที่จะถ่ายรูปเที่ยวทั้งห้าวันด้วยความละเอียด 6 ล้านพิกเซล
แต่เราต้องสูญเสียกล้องตัวเก่าให้ไอ้ตัวเล็กไปแบบถาวร รัปประกันได้ว่าไม่เต็มใจ เป็นอันว่าสามร้อยยูโร

แรกนี้หมดไปกับเรื่องกล้อง กำลังคิดอยู่ว่าจะคิดเป็นงบประเมิน
ด้วยหรือไม่

ภรรยาได้ติดต่อกับเพื่อนที่ฝรั่งเศสเพื่อนัดแนะจุดนัดพบ และได้
ข้อมูลว่าอาหารในปารีสนั้นแพงมาก ไม่ควรที่จะหากินทุกวัน
เน้นว่าทุกวันไม่ใช่ทุกมื้อ ข้อมูลตรงนี้ก็พอรู้ได้จากราคาที่พักที่
ได้บอกไปตอนที่แล้ว มันไม่รวมอาหารเช้า ถ้าเอาด้วยต้องเพิ่ม
เงิน 7-8 ยูโรต่อหัว ใครจะไปกินมันหล่ะ (อาหารเช้าแบบยุโรป
นั้นมันแค่ขนมปัง เนย แยม ไข่ต้ม แค่กินกันตาย ใครจะไปทนกิน
ตั้งห้าวัน) ซึ่งบทสรุปคือเราไม่กินอาหารเช้าที่โรงแรมจัดให้
พวกเรามีหน้าที่เตรียมหม้อหุงข้าวขนาดเล็กซึ่งได้อนุเคราะห์
จากนักเรียนไทยคนอื่นไปด้วย ส่วนเพื่อนของภรรยาจะเตรียม
ข้าวสารอาหารแห้งไป ส่วนมื้ออื่น ๆ ก็จะซื้อเพิ่มเติมเอา และกะ
ว่าจะกินอาหารต้นตำรับฝรั่งเศสแค่มื้อสองมื้อเท่านั้น

กระเป๋าสี่ใบ ถูกจัดให้พร้อมสำหรับขึ้นเครื่อง (ต้องไม่มีของเหลวเกิน 100 ml แย่ใส่ถุงพลาสติกใส นมเด็ก
เอาไปได้ ของที่ซื้อใน Duty Free เอาขึ้นเครื่องได้ อะไรวะ) ทั้งนี้เพราะเราต้องการประหยัดเวลาจาก
สนามบินไปยังโรงแรมที่พัก กว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ถูกบรรจุไปด้วยสัมภาระของเจ้าตัวเล็ก โดยเรา
ต้องแบ่งหน้าที่กันให้ชัดเจน

  1. พ่อจะต้องดูแลเอกสารสำคัญ กล้องถ่ายรูป กระเป๋าลากใบใหญ่ กระเป๋าเป้ใบเล็ก
  2. แม่จะต้องดูแลรถเข็น กระเป๋าลากใบเล็ก กระเป๋าสะพายสำหรับใส่เครื่องใช้ของเจ้าตัวเล็ก
  3. เจ้าตัวเล็กจะต้องดูแลตัวเองให้อยุ่ในความสงบ

เวลาจัดของนั้นสำคัญมาก จากประสบการณ์ที่ผ่านมาหลายครั้งหลายหน ผมมีหน้าที่แค่เตรียมเสื้อผ้าส่วน
ตัววางไว้ให้ภรรยา และจัดเอกสารกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ทำมากกว่านั้น การจัดกระเป๋าด้วยคน ๆ
เดียวนั้น นอกจากจะสะดวกรวดเร็วแล้ว ยังลดปัญหาเรื่องความสับสน คำถามประเภทเธอเอานั่นใส่หรือยัง
คุณเอาไอ้นั่นใส่หรือยัง จะไม่ค่อยมี นอกจากนั้นการไปเที่ยวเมืองใหญ่คุณต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอว่านี่
เราไปเมืองใหญ่นะ (จริง ๆ ความคิดนี้ใช้ไม่ค่อยได้กับเมืองใหญ่ ๆ ในยุโรป ไว้ตอนหลังจะบอกว่าทำไม)

เป็นอันว่าตอนนี้ขึ้นต้นด้วยกระเป๋าและจบลงที่กระเป๋า ชื่อตอนก็เลยต้องตั้งเป็นกระเป๋าอย่างเลี่ยงไม่ได้

อ่านตอนถัดไปได้ที่

  1. เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 3 สนามบิน

Written by tsvhh

พฤษภาคม 20, 2007 at 1:12 am

บันทึกโพสใน ปาีรีส, ส่วนตัว, เที่ยว

เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 1 ก่อนออกเดินทาง

with 5 comments

การเตรียมตัวก่อนออกเดินทางไปยังสถานที่ที่ไม่เคยไปมาก่อนนั้น
สิ่งแรก ที่ต้องทำคือหาคู่มือดี ๆ ซักเล่มสองเล่ม หนังสือของ DK ดู
เหมือนจะเป็นเล่มที่ควรจะมีไว้หากนึกอะไรไม่ออก เนื้อหาในหนังสือ
ค่อนข้างละเอียด มีประวัติคร่าว ๆ ของสถานที่ต่าง ๆ ให้ศึกษาพอไว้
ประดับความรู้บ้าง ข้อเสียของตัวหนังสือเล่มนี้คือมันเยอะเกินไป ต้อง
มีเวลาอ่านและศึกษา ดังนั้นจึงไม่ค่อยจะเหมาะสำหรับการอ่านไป
เที่ยวไปเท่าใดนัก แต่การที่ตัวหนังสือมีรูปภาพมากรวมทั้งมีแผนที่
แบบสามมิติให้ดูกันหลง ก็ทำให้ตัวหนังสือมีประโยชน์มาก และแน่
นอนเมื่อคุณถึงปารีส ท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่าง ๆ สิ่งหนึ่งที่คุณจะ
พบเห็นได้บ่อย ๆ ก็คือคนถือหนังสือเล่มนี้ จริง ๆ มีหนังสืออีกหลาย
เล่มที่น่าจะมีติดไว้ แต่ด้วยราคาหนังสือในความเห็นแล้วคิดว่าเล่มนี้
ความจะเป็นเล่มที่ต้องมี

ตัวผมวางแผนเดินทางไว้เกือบครึ่งปี โดยในครั้งแรกตั้งใจจะไปกัน
เพียงสามคนพ่อแม่ลูก โรงแรมดี ๆ ใกล้แหล่งคมนาคมจึงเป็นเป้า
หมายแรกที่จะต้องเลือก เริ่มแรกเราพุ่งเป้าไปที่บริษัททัวร์ราคาถูกอย่าง Tchibo ไว้ก่อน เพื่อจะได้
ลดความยุ่งยากในการจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรม นอกจากนั้นโรงแรมที่มีสัญญากับบริษัทพวกนี้ล้วน
แล้วแต่เป็นระดับสี่ดาวและรวมอาหารเช้าทั้งสิ้น แต่พอเอาเข้าจริงแล้วสิ่งที่บอกไว้ในโฆษณาของ
บริษัทเหล่านี้ ที่บอกว่าเที่ยวสามวัน ห้าวัน กลับกลายเป็นว่าเราจะต้องเดินทางในเย็นวันแรกและ
กลับตอนเช้าของวันสุดท้าย นั่นหมายความว่าคุณซื้อแพ็กเกจสามวันคุณจะมีเวลาเที่ยวแค่วันเดียว
เท่านั้น ใครจะเสียเงินไปกับบริษัทพวกนี้หล่ะ

จากความไม่คุ้มทุนดังกล่าว เราจึงเลื่อนแผนออกไปยาวไปจนถึงฤดูร้อน ช่วงเวลาที่ยุโรปจะมีแสง
อาทิตย์ไปถึงสี่ทุ่ม ทำให้มีเวลาเที่ยวชมสถานที่ต่าง ๆ หรือที่นิยมเรียกว่าชะโงกทัวร์ และเป็นโชคดี
ที่ช่วงเวลานั้นเรามีเพื่อนร่วมทางพอดี ประมาณต้นเดือนเมษายนเดือนที่สวยที่สุดของยุโรปก็ได้ถูก
เลือกเป็นช่วงเวลาวางแผนการเดินทาง งบประมาณถูกวางไว้คร่าว ๆ ที่ 1500 ยูโร สำหรับสามคน
สามคืน

โรงแรมเป็นตัวเลือกแรกที่คุณควรจะศึกษาและใช้เวลาตัดสินใจให้มาก เพราะถ้าคุณเลือกผิดนั่นหมาย
ถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะในปารีสจะมีรถอยู่สามประเภทที่คุณนั่งได้คือ รถบัส Metro และรถไฟ
RER ซึ่งรถไฟ RER นั้นจะต้องจ่ายเพิ่มและไม่สะดวกเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามเราไม่มีทางเลือกมาก
นักด้วยข้อจำกัดของวันและเวลา เลือกโรงแรมได้แต่ไม่มีเที่ยวบินราคาถูก มีเที่ยวบินราคาถูกแต่ไม่มี
โรงแรม บางทีได้ห้องราคาถูกแต่แหว่งไปหนึ่งวัน ไอ้วันที่แหว่งก็ดันมีราคาสูงเป็นสองเท่าถ้าอยาก
ได้จริง ๆ บางโรงแรมดีทุกอย่างแต่ให้พักแค่สองคนเป็นต้น เว็บที่พวกเราหาโรงแรมคือเว็บของโรงแรม
เครือ Accor ที่ประกอบไปด้วยโรงแรมหลายระดับ แต่จนแล้วจนรอดก็หาที่ดี ๆ ไม่ได้ ด้วยเงื่อนไข
ต่าง ๆ นา ๆ เช่นจำนวนวัน ราคาโรงแรมต้องอยู่ในเขต Metro เป็นต้น ยิ่งปล่อยให้เวลาล่วงเลยก็
กลายเป็นว่าตั๋วเครื่องบินราคาถูกก็หมด แต่แล้วโชคดีก็เป็นของเราเนื่องจาก SuiteHotel โรงแรม
ระดับสามดาว มีแพ็กเกจพักสี่คืนจ่ายสองคืน นั่นหมายถึงเราจ่ายแค่คืนละ 50 ยูโรเท่านั้น และเราก็วาง
แผนให้เพื่อนอีกคนมาพักด้วยซึ่งจะจ่ายเพิ่มอีกแค่ 10 ยูโรต่อคืนรวมภาษีด้วยก็แค่ 49 ยูโรต่อสี่คืน ซึ่ง
เบ็ดเสร็จพวกเราผู้ใหญ่สามคน เด็กอีกหนึ่ง จ่ายค่าที่พักสี่วันแค่ 240 ยูโร ทั้ง ๆ ที่เป็นโรงแรมที่อยู่
เส้นขอบของใจกลางปารีส

เรื่องต่อมาคือเรื่องตั๋วเครื่องบินราคาถูก เราเลือกสายการบิน Lufthansa ทั้งนี้เพราะมีเครื่องขึ้น
จากฮัมบวร์ก ราคาตั๋วถูกสุดคือ 89 ยูโร ต่อคน แต่ไม่ได้มีราคานี้ทุกเที่ยวบิน จริง ๆ กลายเป็นว่า
วันที่เราจะกลับไม่มีตัวราคาถูก และเนื่องจากเด็กก็ต้องจ่าย ดังนั้นถ้าราคาเพิ่มขึ้นต่อคน 20 ยูโร นั่น
ก็หมายความว่าเราต้องจ่ายเพิ่มเป็น 60 ยูโร ผมจึงออกความคิดว่า งั้นวันสุดท้ายก็เที่ยวให้คุ้มแล้ว
หาโรงแรมใกล้สนานบินที่ราคาถูกพักอีกคืน ด้วยความคิดนี้เราจึงต้องอยู่ปารีสห้าวันห้าคืน ออกจาก
ฮัมบวร์กด้วยเครื่องบินของสายการบิน Lufthansa เวลา 7 โมงเช้าวันเสาร์ และกลับเวลา 9 โมง
เช้าของวันพฤหัสบดี โรงแรมติดสนามบินคือโรงแรม Etap เสียค่าห้อง 49 ยูโร

เป็นอันว่าเราได้วันเวลา เพื่อนร่วมทาง ร่วมเที่ยว เที่ยวบิน โรงแรมที่พัก ที่เหลือเป็นการเตรียมตัวซึ่ง
เรามีเวลาประมาณ 1 เดือน การเที่ยวหนนี้ถือว่าเป็นการเที่ยวที่ไปแล้วกลับแค่สามคนพ่อแม่ลูก ไม่
เพื่อนร่วมทางไปด้วย เราจะมีเพื่อนร่วมเที่ยวก็เมื่อไปถึงที่ปารีสแล้วเท่านั้น

อ่านตอนต่อไปได้ที่

  1. เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 2 กระเป๋า

Written by tsvhh

พฤษภาคม 14, 2007 at 6:29 pm

บันทึกโพสใน ปาีรีส, ส่วนตัว, เที่ยว