Archive for the ‘ขำ’ Category
ขนาดนั้น
อาผมเป็นนักคณิตศาสตร์ และอยากให้ผมเป็นนักคณิตศาสตร์ทั้ง ๆ ที่ผมไม่ฉลาดนัก ผมก็บอกปัดมาตลอดเลยได้มาทำอาชีพคนสอนวิศวกรที่พอจะเป็นวิศวกรอยู่บ้าง เอาไปเอามาก็ต้องมาเป็นผู้ใช้คณิตศาสตร์อย่างพีชคณิตนามธรรม โอ้
เรื่องของเรื่องคืออยู่ดี ๆ เราจะไปบอกว่า เนี่ยไม่ได้นะครับ เราต้องบอกเขาก่อนว่า
เมื่อ
คือเซทของจำนวนจริง เพื่อเฉพาะเจาะจงว่า
เนี่ยมันอยู่ใน ring ที่มีเอกลักษณ์เชิงการบวก
นะ ว่าเ้ข้าไปนั่น จากนั้นเราต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ไอ้
ซึ่งจะพิสูจน์ได้นี่ต้องยอมรับก่อนว่า
ก็ต้องพิสูจน์เหมือนกันนะ ยอมรับกันง่าย ๆ ไม่ได้
เอาหล่ะสมมติว่าเชื่อ เราจะได้ว่า ทีนี้จากความจริงที่ว่า
คือสมาชิกใน
ที่บวกกับ
แล้วได้
ซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ว่าจำนวนนั้นคือ
เราจึงสรุปได้ว่า
การนำเรื่องนี้ไปใช้งานเหรอ ถ้าไม่ต้องคุยกับคนที่รู้เรื่องพีชคณิตนามธรรม ก็เฉย ๆ ไว้ใช้ไปเลย แต่ถ้าจำเป็นก็บอกเขาว่าไปดูหนังสือเล่มนั้นเอา A Frist Course in Abstract Algebra โดย Fraleigh, J. B. เอา
ชีวิตที่เรียบง่าย
ใครเคยอ่านกระบี่เย้ยยุทธจักรจะรู้ว่าพระเอกเป็นพี่ใหญ่ในสำนักมาตรฐานโดยมีอาจารย์เป็นผู้ดีจอมปลอม — คำว่าผู้ดีในที่นี้น่าจะหมายถึงคนดี ในขณะที่ตัวพระเอกเองนั้นนอกกรอบ ถ้าเราลองสืบดูก็จะพบว่าคนที่ได้ดิบได้ดีก็มักจะนอกกรอบ ใช้ชีวิตแบบที่ควรจะเป็นไม่กะเกณฑ์ชีวิต หรือเรียกว่าใช้ชีวิตแบบมีรสนิยมนั้นเอง — รสนิยมในที่นี้คือการในนิยมในรสชาติแบบผู้รู้ในรสชาตินั้น ๆ ประหนึ่งเบียร์ที่อุ่นอย่างไรซะก็เป็นเบียร์ที่มีรสชาติดีกว่าเบียร์ใส่น้ำแข็งเย็น ๆ นั่นเอง
ผมเองไปดูงานสอนของอาจารย์สองคนต่างภาควิชาฯ สถาบันเดียวกัน อาจารย์คนหนึ่งเวลาพูดถึงทฤษฏีใด ๆ ก็จะนำรูปหรือภาพงานที่ตัวเองกำลังทำหรือคนใกล้ตัวกำลังทำมาแสดงให้นักศึกษาดูแบบมีรสนิยม คือดูแล้วได้อารมณ์ร่วมและอยากเข้าร่วม ในขณะที่อาจารย์อีกคนไปแสวงหารูปภาพจากงานวิจัยที่ชาตินี้ตัวเองอาจจะไม่ได้สัมผัสหรือทำ ขอมาแปะไว้เพราะมันเท่ เผื่อนักศึกษาจะเสพความเท่แล้วหลงว่าตัวเองบินได้ อย่างหลังเนี่ยเรียกว่าไร้รสนิยมยิ่งนัก
ผมได้สัมผัสผู้คนมากมาย บางคนชีวิตต้องเท่ จะอ่านหนังสือซักเล่มต้องเท่ ต้องมีประเด็น อ่านไปก็ต้องจับประเด็น แม้กระทั้งการ์ตูน ก็ต้องการ์ตูนเท่ ๆ เท่านั้นถึงจะอ่าน เขียนถึงตรงนี้อดขำคำว่า “วรนุช” ไม่ได้ เพราะตอนนี้จากเท่กลายเป็นโหล จนไม่รู้ว่าคนแรก ๆ ที่แอบนิยมคำนี้ยังจะอยากพูดถึงอีกหรือไม่
คำว่า “รสนิยม” ถูกใช้มาก ๆ จากปากของอาจารย์สุกรี เจริญสุข ที่ผมรู้จักชื่อแกตั้งแต่ผมเรียนมัธยมตั้งหลายสิบปีก่อน ไม่แน่ใจว่าคำนี้แกต้องการจะสื่อถึงอะไร แต่แกทิ้งท้ายในบทสัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์มติชนว่า รัฐบาลแก้ปัญหาแบบไร้รสนิยม การศึกษาจึงไม่เจริญ ผมเข้าใจเอาเองว่า คำว่า “ไร้รสนิยม” ในที่นี้คือ ไม่รู้รส และนิยมมั่ว ๆ กล่าวคือฟังดนตรีโดยไม่รู้ความแตกต่างหรือเข้าใจความหมายแต่ดัดจริตเพราะ หรือกินไวน์แบบยกขวดกระดกเหมือนในหนังนั่นแหละ ดังนั้นคำว่ามีรสนิยม จึงไม่ได้หมายความว่าความหัวสูง การใช้ของแพง หรืออย่างใด แต่มันควรจะหมายถึงการรู้และเข้าใจในสิ่งที่กำลังทำอยู่ รู้ว่ากำลังทำอะไร และอย่างไหนความให้ความสำคัญ ชื่นชมนิยมยกย่อง
แต่การจะยอมรับตัวเองว่าจะเป็นคนมีรสนิยมได้นั้นต้องเป็นก้าวข้ามความเป็นเซียนเป็นโปรก่อน กล่าวคือต้องใช้ออกได้ดั่งใจนึก แต่เมื่อเป็นคนมีรสนิยมแล้ว ซึ่งมักจะมีแค่ไม่กี่ด้าน ก็อย่าไปหลงละเมอว่าเป็นคนมีรสนิยมในหลาย ๆ เรื่องแล้วไปว่าคนอื่นไร้รสนิยม ที่สำคัญควรมีผลงานที่ปรากฎในวงกว้างซะก่อน
ประเทศไทยขายอะไรให้ต่างประเทศ
อ่านจากเว็บนี้ ประเทศไทยขายอะไร อ่านแล้วเศร้า เศร้าเพราะว่าสินค้าส่งออกหลักอันดับต้น (สามอันดับแรก) ของไทยนั้นไม่ใช่สินค้าเกษตรมาตั้งนานแล้ว (หนึ่งในนั้นคือ Harddisk ซึ่งมีการแจกโจทย์งานวิจัยให้กับมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยทำวิจัยมาหลายปีแล้ว)
ถ้าเศร้ายังไม่พอ ก็คงต้องบอกว่า ข้อมูลการนำเข้าและส่งออกของไทยนั้น หาได้ง่ายมาก ๆ จากเว็บของรัฐบาลที่มักโดนดูถูกว่าห่วย แต่ความจริงคือดูดีกว่าเว็บสื่อหลาย ๆ อัน ที่สำคัญข้อมูลนี้อยู่ในหน้าแรกและหาได้ง่ายมาก ๆ ไปดูได้ที่เว็บกระทรวงพาณิชย์ จะได้หูตาสว่าง
เลือกย้อนหลังไปซักสิบปีนะครับ จะได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เขียนอะไรน่ะไม่ว่าหรอกครับ แต่ค้นข้อมูลก่อนเขียนเพราะอ่านเด็กมัน เขียน blog ได้แต่ค้นข้อมูลไม่เป็นมันไร้สาระนะครับ เพราะเขียนกันเอาสนุกแล้วก็ให้มันฝังอยู่ในความเชื่อ แล้วก็เชื่อกันต่อ ๆ ไป โดยไม่ค้นข้อมูล นี่แหละตัวการสำคัญที่ทำให้ชาติหยุดนิ่ง
ในโลกของคณิตศาสตร์แล้ว อย่างด่วนตอบว่า…
ในโลกของคณิตศาสตร์แล้ว ถ้าไม่มั่นใจอย่างด่วนตอบว่า
มันอาจจะไม่เท่าก็ได้ Mann!
ยกตัวอย่างเช่น
เมื่อ และ s เป็น Derivative Operator
ในขณะที่
40th Anniversary events (Apollo 11)
อยู่ดี ๆ ก็นึกครึ้มนั่งดูทีวีหลังจากตัดผมให้ลูกชายเสร็จ ดูจนถึงหลังเที่ยงคืนนั่นแหละ ปรากฎว่าโชคดีได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองครบรอบ 40th ของการเหยียบดวงจันทร์ ซึ่งแน่นอนทีวีเยอรมันก็นำเอาสารคดีเกี่ยวกับเรื่องทฤษฎีลวงโลกมาฉายหลายช่อง ผมน่ะเชื่ออยู่แล้วครับว่าเขาไปเหยียบจริง แน่นอนเชื่อเพราะว่า NASA ตอบได้ทุกคำถาม และภาพที่เห็นมันสี่สิบปีที่แล้ว ก่อนผมเกิดตั้งหลายปี เหมือนเราดูหนัง Star Wars ภาค New hope เมื่อยี่สิบห้าปีก่อนไงงั้นเลย มันเป็นเรื่องตื่นเต้นมาก แต่พอมาดู Star Wars เดี๋ยวนี้มันก็เห็นกันได้ทั่วไป ดังนั้นอย่าเอาความรู้สึกเดี๋ยวนี้ไปตัดสินเรื่องจริงไม่จริงของเมื่อสี่สิบปีก่อน
ปล. ตัดผมลูกไปก็ดู der Bear ไป มีเรื่องเกี่ยวกับวันเกิดพระจันทร์พอดี
การเพิ่มประสิทธิภาพกับการลดต้นทุนของบริษัทใหญ่
อ่านความเห็นที่ว่า Nation ยังใช้ Cu Writer ในการพิมพ์งาน ด้วยเหตุผลแค่ว่าง่ายและถูก บริษัทคิดตื้นไปหรือเปล่าครับ ถ้ายังจำกันได้ 7-11 ในไทยมีพนักงานเสนอให้ลดความยาวของสลิปรายการซื้อขาย แล้วบริษัทก็เอาไปทดลองวิจัย แล้วได้ผลคือลดค่าใช้จ่ายด้านนี้ลงไปได้มาก
ที่ IKEA ฮัมบวร์ก ใครไปซื้อของสองสามชิ้นแล้วต้องรอจ่ายเงินจะรู้สึกว่าน่าเบื่อมาก แถวยาว สินค้าของ IKEA ก็ไม่เหมาะที่จะวางบนราง ทำให้เสียเวลาแต่ละคิวยาวมาก ๆ ลูกค้าก็คงน้อยลงไปด้วยเหตุผลนี้เช่นกัน เช่นถ้าจะไปซื้อของ IKEA ก็ส่ายหน้า ด้วยเหตุผลแค่ว่าขี้เกียจรอจ่ายเงิน ซื้อแค่ไม่กี่ชิ้น รู้ไหมครับว่า IKEA ทำอย่างไร อาจจะเดาว่าเพิ่มเคาท์เตอร์คิดเงิน ซึ่งน่าจะเป็นทางออกที่ดีเพราะการเพิ่มเคาท์เตอร์คิดเงินย่อมจะเพิ่มความเร็วในการคิดเงินได้ แต่ไม่หรอกครับ IKEA ทำตรงกันข้ามคือลดเคาท์เตอร์คิดเงินลงครึ่งหนึ่ง แล้วเปลี่ยนเป็นเคาท์เตอร์คิดเงินแบบบริการตัวเอง จากที่ช่องทางเดียวมีหนึ่งเคาท์เตอร์ก็กลายเป็นสี่ แต่คนต้องบริการตัวเองนะครับ (ใช้บัตรแทนเงินสด) ในหนึ่งช่องจะมีพนักงานคอยดูแลหนึ่งคน (ประหยัดค่าจ่ายคนงานได้อีก) ความเร็วที่เพิ่มขึ้นนั้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะคนที่ซื้อของชิ้นเล็ก ๆ ไม่ต้องไปรอต่อคิว เสียเวลาแค่นาทีเดียวก็เดินปร๋อกลับบ้านได้แล้ว แต่โมเดลนี้อาจจะใช้กับประเทศอื่นในยุโรปไม่ได้ ที่ใช้ในเยอรมันได้เพราะคนเยอรมันนั้นซื่อสัตย์มาก จำนวนการโกงต่อยอดขายจึงน้อยมาก
เมื่อวันก่อนก็พึ่งไป IKEA มา ซึ่งเป็นรอบที่ 25 เห็นจะได้ ก็พบกับสิ่งใหม่อีกแล้ว ปกติราคาฮ็อตด็อกบวกแก้น้ำกระดาษไข 30 cc (เติมไม่อั้น) จะราคา 1.50 ยูโร ตอนนี้เหลือ 1 ยูโร แต่แก้วนั้นเปลี่ยนเป็นแก้ขนาด 20 cc และเป็นพลาสติกแบบบางมาก ๆ มองผ่าน ๆ ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่เมื่อผมใช้บริการผมเข้าใจเลยว่าเป็นการลดต้นทุนได้มากโข เพราะแก้วแบบที่ว่าใช้ได้สามรอบก็เก่งแล้วครับ เพราะคุณภาพแก้วมันไม่เหมาะกับการเอาไปใช้กดน้ำอัดลมจากหัวกด นั่นคือแก้วเล็กลง จำนวนครั้งที่เติมได้จำกัด ลดการเวียนเทียนได้มากโขทีเดียว (กรณีนี้คนเยอรมันก็เติมและเวียนเทียนกัน ดื่มน้ำเต็มที่แล้วก็เก็บแก้วไว้ไปซื้อของแล้วกับมาดื่มใหม่ ไม่ต้องเสีย 50 เซ็นต์เพิ่ม) งานนี้ IKEA นอกจากจะได้ใจเพราะสินค้าถูกลง แต่ยังได้ลดต้นทุนแฝงอีกด้วย
บริษัทใหญ่ต้องไม่คิดตื้นครับ
เทคนิคการเล่น Restaurant City แบบไม่ให้เสียเวลาเปล่า
Restaurant City เกมแบบที่ใช้ยุทธการแมลงหวี่ที่หาเล่นได้จาก facebook จะว่าไปแล้วมันก็คือเกม Pizza Tygoon ที่เล่นกันเมื่อสิบกว่าปีก่อนนั่นเอง ซึ่งเกมหลังเล่นไปเล่นมากลายเป็นมาเฟียไปเฉย ความสนใจในการทำร้าน Pizza ให้ได้ดีก็หมดไป ค้าอาวุธลูกเดียว ส่วนเกมที่มาทีหลังอย่าง Restaurant City นั้นมีวิธีการง่าย ๆ ที่เข้าใจได้ไม่ยาก ดังนี้
- คนปรุงอาหารต้องเพียงพอเสมอ สูตรตายตัวคือ 3 คนต่อพนักงานเสริฟ 1 คน
- ลูกค้าจะต้องใช้เวลาไปกลับให้นานที่สุด
- คนเสริฟจะต้องเดินทางให้สั้นที่สุด
ข้อสามนี้เองที่เป็นจุดสุดยอดของเกมนี้ กล่าวคือนี่คือปัญหา min max โดยมีเงื่อนไขที่ยากที่สุดคือคนต้องเ้ข้าไปนั่งได้ด้วย วันก่อนพึ่งนั่งเรียน Convex Optimization เรื่องการ Place ทำให้คิดว่าปัญหาข้อสามที่เราเจอบนเกมนี้สามารถหาค่าที่ดีที่สุดได้
ถ้าสังเกตุดี ๆ ปัญหาที่เกมนี้ในข้อสามคือ มันจะมีเหตุการณ์ที่คนเสริฟมักจะเดินจากมุมสุดของเตาไปยังอีกมุมของลูกค้าที่อยู่ไกลมาก ๆ อยู่เสมอ ๆ ซึ่งเป็นเรื่องไม่พึงประสงค์เพราะมีลูกค้าหลายคนรอให้เก็บโต๊ะ และพร้อมที่จะเดินหนี ถ้าเป็นคนเล่นก็คงเก็บโต๊ะก่อนแล้วค่อยไปเสริฟ กรณีอย่างนี้ถ้าเราเฝ้าดูจะพบว่าพนักงานเสริฟจะมีคิวของงาน กล่าวคืออะไรมาก่อนทำก่อน นั่นคือไม่ว่าคนเสริฟจะอยู่ตำแหน่งไหนก็ตามเมื่อเสร็จงานนั้น ๆ แล้วก็จะไปทำงานในคิวต่อไป โดยไม่สนใจว่างานนั้นจะอยู่ไกลเท่าไร่ ดังนั้นเพื่อให้การจัดโต๊ะเป็นไปอย่างดีที่สุดตำแหน่งของโต๊ะต้องทำให้พนักงานเสริฟเดินใกล้ที่สุด นั่นคือเราต้องหาวิธีการคิดที่จะทำให้ระยะทางที่ไกลที่สุดสั้นที่สุด และระยะทางนั้นต้องเป็นบวกด้วย ยังไม่พอเราต้องมีการคิดด้วยว่าถ้าคำตอบได้ระยะทางที่ไม่ไกลมาก แต่มีหลาย ๆ อัน ก็น่าจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ดังนั้นต้องมีการชั่งน้ำหนักว่าผลรวมของระยะทางต้องไม่มากเกินไปหรือต้องน้อยที่สุด มาลองเขียนปัญหานี้ดู
ในกรณีนี้ เป็นค่าน้ำหนักว่าเราสนใจกรณีไหนมากกว่ากัน ส่วน
เป็นโอกาสที่ลูกค้าจะเข้าถึงที่นั่ง ส่วนตัวแปรที่จะใช้ในการ minimize นั้นต้องคิดเอาเองนะครับ เพราะกรณีนี้ต้องมีโต๊ะที่คงที่กับโต๊ะที่เลือกวางได้ สมการของ
ก็จะหลากหลายแตกต่างกันออกไป
อาจารย์คณิตศาสตร์อาจจะใช้โอกาสนี้ในการสร้างโจทย์ปัญหาให้นักศึกษาแก้โดยมีสนามจริงให้พิสูจน์ นั่นคืออาจารย์ก็เล่น Restaurant City พอไปถึงสถานการณ์ที่คนเสริฟจำกัด 2 คน คนปรุงอาหาร 5 คน ร้านมีพื้นที่จำกัด (แน่หละสิ) ก็จะเกิดปัญหานี้ขึ้นพอดี ก็ให้นักศึกษาเข้าไปแก้ไข แล้วก็เปิดเว็บลองเล่นกันดูเลยว่าของใครดีกว่าใคร อนึ่งปัญหานี้มันไม่ convex คำตอบจึงไม่เป็นคำตอบเดียว นักศึกษาสามารถแก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนปัญหาให้เป็นปัญหาแบบ convex หรือใช้วิธีการแบบ nonconvex แต่ไปแก้ปัญหาเรื่องค่าตั้งต้น หรือลดจำนวนตัวแปรเอา ก็น่าจะสนุกดี กรณีตัวอย่างนี้น่าสนุกเพราะโดยปกติปัญหาที่ยกขึ้นมาในวิชาต่าง ๆ มันเป็นตัวอย่างง่าย ๆ พิสูจน์ความเข้าใจได้ด้วยการพยักหน้า แต่แก้ไขสถานการณ์จริงไม่ได้ ครั้นจะลองกับปัญหาจริง ๆ ก็ไม่มีใครกล้าลงทุนลงแรง อย่างนี้น่าจะสนุกกว่า
สิ่งที่ต้องระวังอย่างเดียวคืออาจารย์กับลูกศิษย์จะไม่ทำอะไรนอกจากแข่งกันเล่นเกมโดยใช้คณิตศาสตร์เข้าช่วยหรือเปล่าก็เท่านั้น
รถไฟเยอรมันดีจริงหรือ
ระบบรถรางในเยอรมันนั้นถือว่าเียี่ยมยอดมาก ซึ่งถ้านับเฉพาะรถไฟระหว่างเมืองก็มีด้วยกันถึง 6 แบบ คือ ICE (InterCityExpress) , EC (EuroCity), IC (InterCity), RE (RegionExpress) , ME (Metro) และ RB (Regionalbahn) ไล่เรียงกันตามความดีงาม เมื่อก่อนก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะรถรางกว้าง (นึกไม่ออกให้เทียบกับรางรถไฟฟ้า) วิ่งเร็วมันก็น่าจะดีกว่ารถไฟไทยอย่างเห็นได้ชัด อยู่มาัวันหนึ่งเพื่อชาวเยอรมันพูดขึ้นมาว่า “เอาอะไรมาพูด รถไฟไทยดีกว่ารถไฟเยอรมันตั้งเยอะ เทียบราคาสิ” ผมไม่เชื่อหรอกแค่ห้องน้ำกับเรื่องความตรงเวลาก็เทียบกันไม่ติดแล้ว (รถไฟชั้นหนึ่งของไทย การสายครึ่งชั่วโมงถือเป็นเรื่องปกติ แถมการปล่อยสิ่งไม่พึงประสงลงรางรถไฟนั้นเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว) ยิ่งถ้าเทียบว่ารถไฟเยอรมันนั้นดีที่สุดในประเทศยุโรปด้วยกันแล้วยิ่งไม่อยากเทียบกับรถไฟไทย แต่ความจริง ก็เป็นความจริงวันยังค่ำ หลังจากถกกันวันนั้นแล้วผมกับภรรยาก็เริ่มคิดเปรียบเทียบ แล้วก็ได้เห็นสิ่งแย่ ๆ ของรถไฟเยอรมันมากมาย
ถ้าไม่ใช่ ICE ซึ่งราคาแพงสุดแล้วหล่ะก็ไม่ต้องพูดถึงความสะดวกสบายเลย ICE เป็นรถไฟระบบเดียวในเยอรมันที่ประกันความตรงเวลา คือถ้าช้ากว่ากำหนดคุณจะเริ่มสังเกตถึงสิ่งผิดปกติได้ ถ้าช้ามากระดับครื่งชั่วโมงก็มั่นใจได้ว่าจะได้รับของฟรี ส่วนรถไฟอื่น ๆ ที่นอกเหนือจาก EC (ประเทศอื่นในยุโรปไม่ตรงเวลา) แล้วในหน้าหนาวก็ถือว่าตรงเวลามาก ๆ แต่หายนะมาเยือนทันทีเมื่อถึงวันที่อากาศดี ไม่ว่าฤดูไหน ๆ ขอให้มีแดดและอากาศอุ่นเถอะ คนเยอรมันจะออกมาใช้บริการรถไฟกันมากมาย โดยเฉพาะช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่อากาศดี ก็ตั๋วราคาแค่ 37 ยูโร ก็ร่วมทางไปได้ 5 คน ทั่วเยอรมัน ฤดูที่อากาศเริ่มร้อนนั้นไม่เหมาะกับการนั่งรถไฟระดับ IC ลงไปอย่างยิ่ง คนแน่น คนเยอะทำให้ขึ้นรถไฟช้า มีคนขนจักรยานขึ้นรถไฟเยอะ วันก่อนนั่งรถไฟไปแค่หนึ่งชั่วโมง แต่เนื่องจากเพื่อนร่วมทางเยอะทำให้รถไฟช้าไปยี่สิบนาที ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ปัญหาเยอะมากครับ เพราะยี่สิบนาทีที่ว่าทำให้เราพลาดรถไฟคันถัดไป และต้องนั่งตบอากาศธาตุไปสองชั่วโมงโดยไม่ได้ทำอะไร เรื่องแบบนี้ก็พอยอมกันได้ แต่ที่แย่สุด ๆ ก็คือ รถไฟแบบ RE ลงไปนั้น มีการออกแบบชั้นวางของที่วางของไม่ได้ คือใส่ของที่หน้าได้แค่ประมาณครึ่งฟุต แค่นี้จะใส่อะไรได้หล่ะครับ ผลเสียตามมาคือคนก็เอากระเป๋าวางที่ที่นั่งบ้าง ทางเดินบ้าง เมื่อมารวมกับนิสัยเห็นแก่ตัวของคนเยอรมันส่วนหนึ่ง(ประมาณครึ่งประเทศ) ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ กล่าวคือคนเยอรมันพวกนี้จะไม่สนครับคือถ้าฉันวางของบนที่นั่งได้ แล้วมีคนยืนไม่ว่าจะเด็กพวกนี้จะไม่สนใจนะครับ ไม่หลบไม่หลีกหรือแสดงท่าทีว่าจะยกของหลีกทางให้คนอื่นนั่ง คนที่ไม่คุ้นกับคนเยอรมันก็จะทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนดูกระเป๋านั่ง นี่ไม่ใช่เฉพาะคนไทยนะครับ คนอังกฤษก็เคยยืนบ่นมาแล้วว่าเก้าอี้พวกนี้ทำไว้ให้กระเป๋านั่ง บางพวกหนักขนาดนั่งและวางกระเป๋าบนบันไดทีเดียว แล้วคนจะเดินกันยังไงหล่ะครับ
เมื่อเหตุการณ์มาครบองค์ อากาศร้อน รถไฟไม่มีเครื่องปรับอากาศ นิสัยแย่ ๆ ของคนเยอรมันส่วนหนึ่ง ความเหม็นของคนเยอรมันอีกส่วนหนึ่ง รถแน่น (แน่นขนาดเดินกันแทบไม่ได้) รถไฟดีเลย์ รถไฟเยอรมันจึงดูไม่จืด ถ้าเทียบกับรถไฟไทยแล้วผิดกัน ผมยังประทับใจไม่หายกับการได้นั่งตู้นอนของการรถไฟไทย ถึงแม้จะช้า หวานเย็น แต่ก็ไปได้เรื่อย ๆ พร้อมกับน้ำใจของคนไทย มันสบายผิดกัน
เรื่องนี้คงปิดท้ายที่ว่า ไปไหนหน้าร้อน ICE เท่านั้น
เจ้าของ blognone คนหนึ่งตอแหลโดยไม่เข้าใจตัวเองหรือเปล่า
เจ้าของ blognone คนหนึ่ง เกิดอาการตอแหลขึ้นสมองอีกแล้ว
ถ้าติดตามความคิดของเขามา เราจะรู้ว่า
- ผมเกลียดคนขี้โม้ — แต่ขี้โม้
- ผมชอบทักษิณ ผมไม่ชอบเผด็จการ ผมเกลียด ปชป — แต่ทำตัวเหมือน สนธิ
- ชอบแซวคนที่พูดทำนองว่า “ที่นี่ประเทศไทย” — แต่ที่นี่ blognone ไม่อยากอยู่ก็ไม่ต้องอยู่
- เกลียดสาวก Apple แล้วหยุดเขียนข่าว ทำให้ blognone มีข่าวน้อยลง สุดท้ายก็แบนสาวก Apple จริง ๆ แล้วกลไกการแบบการลบความเห็น หรืออะไรมันเขียนอยู่ชัดเจนอยู่แล้ว แต่ตอแหลทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ทำแบบใน google group ที่ทำกันอยู่แล้วกลัวไม่ดังหรือไง — ถ้าเข้าใจการเมืองก็จะรู้ว่านี่คือการหาทางลงแบบสวยงาม แต่ก็เสียมวลชนและภาพลักษณ์เรื่อง ปชต อะไรนั่นลงไปเยอะ
- คนที่ยังไม่ดัง ผมไม่เห็นหัวหรอกครับ ส่วนคนที่ดังแล้วเลียต่อไป เทวดาท่านหนึ่งในโลกไอทียังสร้างความแค้นฝังลึกให้เขาอยู่ไม่รู้ลืม
- คนอ่านไม่อ่านเว็บข่าวเพราะมีความเห็นขัดแย้ง ต่อสู้กันแบบไร้สาระ — ถึงจะมีส่วนจริงอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ยอมรับเถอะว่าไม่จริง คนอ่านข่าวจะให้ความเห็นก็ต่อเมื่อข่าวนั้นเกี่ยวข้องกับเขาหรือมีความรู้ในเรื่องนั้น ส่วนไอ้ที่เหลืออีกเก้าสิบเปอร์เซ็นต์คนอ่านเขาช่างแม่ง
- ผมเลือกข้างคนดีที่ไม่เคยมีปัญหาดีกว่า — คุ้น ๆ นะ ได้ยินแล้วเกือบอ้วก
- ชอบอ้างว่าขี้เกียจส่งเมล์บอกรายตัว — น้องสวนทุกความเห็นเลย
ผลปรากฎว่า การตัดสินอะไร การทำอะไร ก็มาจาก “ที่นี่เว็บกู” ก็เท่านั้น ที่น่าแปลกก็คือบรรดาเพื่อนของเขาจะมองว่า “เรื่องของมึงเว็บของมึง” แต่มีสาวกของเขาหลายคนบอกว่า “ทำดีแล้วพี่”
เข้าใจคำว่า “คนแบบทักษิณ” หรือยังครับ ทุกคนเป็นแบบทักษิณ มากบ้างน้อยบ้าง นั่นก็คือ “ทำผิดไม่รู้ตัวว่าทำผิด และทำให้สังคมแตกแยกด้วยการเลือกข้าง” ดีอย่างเดียวยังไม่เป็น “อีแอบผมขาว”
หวังว่าเขียนที่นี่ เขาจะไม่รู้นะ เพราะแอบด่า
ปล. เมื่อไหร่สังคมคนเล่นหวยจะเข้าใจซักทีว่า “สัตว์หรือต้นไม้พิการนั้นไม่ใช่เทวดา และไม่ใช่เรื่องน่ายินดี ไอ้วัวสามขา หมาสามเขา ต้นไม้รูปร่างประหลาดนั้น มันเป็นความพิการ ถ้าไม่เข้าใจก็ให้คิดว่า ทำไมเราไม่ขอหวยจากเด็กสามขา เด็กตัวติดกันหล่ะ“
โสเภณีเนเธอร์แลนด์

ขำตรงประโยคด้านล่าง “Keep hookers employed, they need to eat too.”
ประเทศนี้ครบสูตรจริง ยา, โสเภณี ขี้โ้ม้ แต่ก็ยอมรับ


